ลงไปแก้ปัญหาคาราคาซังเกี่ยวกับระบบการแจ้งความออนไลน์ ไม่ใช่ “ผลักภาระ” ให้พนักงานสอบสวนโรงพักรับผิดชอบการบ้านจน “งานล้นมือ”พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ลงนามในคำสั่งเรื่อง การรับแจ้งความและการบริหารคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.2565 เป็นต้นไปกำหนดกรอบขอบเขตความรับผิดชอบให้ “สถานีตำรวจ หรือ หน่วยงานที่มีอำนาจสอบสวน” รับผิดชอบคดีหลอกลวงซื้อขายสินค้า ซื้อขายบริการ ข่มขู่หรือคุกคามทางเพศ หมิ่นประมาทดูหมิ่นส่วนคดีหลอกลวงให้โอนเงินที่ไม่มีลักษณะเป็นขบวนการให้ “สถานีตำรวจ หรือ หน่วยงานที่มีอำนาจสอบสวน” ในสังกัด บช.น. และ บช.ภ.1-9 รับผิดชอบคดีหลอกลวงเป็นบุคคลอื่นเพื่อยืมเงิน คดีหลอกลวงให้รักแล้วโอนเงิน คดีหลอกลวงให้รักแล้วลงทุน คดีข่าวปลอม คดีที่กระทำต่อระบบหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยผิดกฎหมาย คดีเรียกค่าไถ่ทางคอมพิวเตอร์ คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อหารายได้จากการทำกิจกรรม คดีหลอกลวงทางโทรศัพท์ คดีหลอกลวงให้กู้เงินแต่ไม่ได้เงิน คดีหลอกลวงเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัลหรือสิทธิประโยชน์ คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้า บริการ ข่มขู่คุกคาม หลอกโอนเงินที่เป็น “ขบวนการ” ให้หน่วยงานที่มีอำนาจสอบสวนในสังกัด บช.สอท. รับผิดชอบขณะที่คดีหลอกลวงให้ลงทุนที่เข้าลักษณะฉ้อโกงประชาชนแชร์ลูกโซ่ คดีกู้เงินออนไลน์ที่เรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา คดีหลอกลวงไปทำงานต่างประเทศ หรือค้ามนุษย์ที่มีลักษณะเป็น “ขบวนการ” ให้หน่วยงานที่มีอำนาจสอบสวนในสังกัด บช.ก. รับผิดชอบศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ตร. จะเป็นหน่วยรวบรวมข้อมูล ตรวจสอบวิเคราะห์ความเชื่อมโยงและลักษณะคดีส่งหน่วยเกี่ยวข้องบูรณาการการทำงานร่วมกันเสมือนเป็น “สถานีตำรวจประเทศไทย”.สหบาท