สำนักข่าวต่างประเทศรายงานบรรยากาศการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 7 พ.ย. หรือช่วงหาเสียงโค้งสุดท้าย ก่อนวันตัดสินชะตา 8 พ.ย. เพื่อ เฟ้นหาผู้ว่าการรัฐ 36 รัฐ จาก 50 รัฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 435 ที่นั่ง และวุฒิสมาชิก 35 ที่นั่ง จาก 100 ที่นั่ง ท่ามกลางกระแสว่า แต้มต่ออยู่ที่พรรคฝ่ายค้านรีพับลิกัน เนื่องจากพรรครัฐบาลเดโมแครตกำลังเผชิญปัญหารุมเร้า ทั้งเงินเฟ้อ อัตราอาชญากรรม และการอัดงบช่วยยูเครนทั้งนี้ ตัวละครสำคัญของพรรคเดโมแครตต่างพยายามเดินสายหาเสียงอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นนายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ นายบารัค โอบามา และนายบิล คลินตัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไปจนถึงนางฮิลลารี คลินตัน อดีต รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ เพื่อหลีกเลี่ยงความพ่ายแพ้ หลังผลโพลสำนักต่างๆบ่งชี้ว่า พรรคฝ่ายค้านรีพีบลิกันอาจได้รับชัยชนะครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่การชิงชัยเก้าอี้วุฒิสมาชิกกำลังสูสีนักวิเคราะห์การเมืองประเมินว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มาได้ถูกเวลาสำหรับพรรครีพับลิกัน เพราะสภาพเศรษฐกิจกำลังย่ำแย่จากปัญหาเงินเฟ้อและสงคราม อีกทั้งเป็นเรื่องปกติที่รัฐบาลจะสูญเสียเก้าอี้ในสภาคองเกรสในการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ อย่างสมัยนายโอบามาเคยสูญเสีย 63 ที่นั่ง นายทรัมป์เคยสูญเสีย 41 ที่นั่งด้านสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานด้วยว่า การเลือกตั้งยังมีขึ้นในขณะที่คะแนนนิยมของนายไบเดนอยู่ที่ 40% และผู้ตอบแบบสำรวจความคิดเห็น 69% ยังมองว่าประเทศกำลังเดินไปผิดทาง ขณะที่สำนักข่าวเอ็นบีซียังระบุว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าแล้วกว่า 40 ล้านคน จากผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากกว่า 200 ล้านคน ท่ามกลางการจับตาว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะมีผู้มาใช้สิทธิทั้งหมดเท่าไรหากดูจากสัดส่วนที่นั่ง ในสภาคองเกรสแล้ว พรรครีพับลิกันต้องการเพียง 5 ที่นั่ง ในสภาผู้แทนราษฎรเพื่อครองเสียงข้างมากและต้องการเพียง 1 ที่นั่งในวุฒิสภาเพื่อครองเสียงข้างมาก โดยสัดส่วนเดิมในสภาผู้แทนราษฎรคือ เดโมแครต 220 ที่นั่งต่อรีพับลิกัน 212 ที่นั่ง จากทั้งหมด 435 ที่นั่ง ส่วนวุฒิสภามีสัดส่วนเท่ากัน 50 ต่อ 50 ที่นั่งจากทั้งหมด 100 ที่นั่ง นายไมเคิล สตีลล์ อดีตประธานคณะกรรมการพรรครีพับลิกัน กล่าวว่า หากพรรครีพับลิกันครองสภาเมื่อไร รัฐบาลก็เตรียมพบกับนรกทางการเมือง ตลอด 18-24 เดือนข้างหน้า ก่อนหน้านี้ สำนักข่าวต่างประเทศรายงานด้วยว่า ผู้ลงสมัครจากพรรครีพับลิกันบางส่วนยังแสดงจุดยืนว่าจะไม่ยอมรับผลเลือกตั้งหากพ่ายแพ้ ทั้งยืนยันว่าอาจยุติความช่วยเหลือยูเครน เพราะต้องให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจในประเทศ.