จากตอนที่แล้ว “บิล มาห์ร” นักวิจารณ์การเมืองช่องเอชบีโอ ยังกล่าวถึงความพ่ายแพ้ของ “ประชาธิปไตย” ในศึกเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ วันที่ 8 พ.ย. ไว้อีกว่า สิ่งที่อาจเกิดขึ้นคือ พรรคฝ่ายค้าน “รีพับลิกัน” จะครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส และจากนั้นก็จะเริ่มกระบวนการเล่นงาน “โจ ไบเดน” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ หรือถึงขั้น “อิมพีชเมนต์” ถอดถอน ไบเดนอย่างไม่หยุดหย่อนไม่ว่าด้วยเรื่องถอนทหารจากอัฟกานิสถาน เรื่องช่วยเหลือยูเครน เรื่องปัญหาเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ หรือเรื่องอะไรก็ตามที่ฟังแล้วอาจไม่สมเหตุสมผล แต่สิ่งเหล่านี้จะทำให้ไบเดนกลายเป็น “เป็ดง่อย” พอถึงเวลาเผชิญหน้ากับค่าย “โดนัลด์ ทรัมป์” อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในศึกเลือกตั้งใหญ่ปี 2567และต่อให้ทรัมป์แพ้การเลือกตั้ง ก็ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไร เพราะเบื้องหลังของทรัมป์จะเต็มไปด้วย “กองทัพ” นักการเมืองในสภาคองเกรส ที่มีจุดยืนคัดค้านผลการเลือกตั้ง “ยกเว้นแต่ฝ่ายตัวเองจะชนะ” สถิติพบว่าการเลือกตั้ง 8 พ.ย.นี้ มีผู้สมัครมากกว่า 300 คน ที่ประกาศจะไม่ยอมรับผลเลือกตั้งหากตัวเองแพ้ และคนพวกนี้เองที่จะมาเขียนกฎต่างๆ และตรวจสอบเรื่องการ “นับคะแนน” ในปี 2567เหตุการณ์ครั้งนี้เหมือนห้วงเวลาที่ซีซาร์ที่กำลังเตรียมยกทัพข้ามแม่น้ำ “รูบิคอน” เข้าสู่กรุงโรม เพราะกลุ่มนักการเมืองในสภาที่มีจุดยืน “ไม่ยอมรับผลเลือกตั้ง” เหล่านี้ย่อมมีโอกาสที่จะนำประเทศไปสู่ระบบ “เผด็จการ” ความเป็นเผด็จการไม่จำเป็นว่าต้องมาจากทหารหรือรถถังบนท้องถนน แต่สามารถมาได้จากการ “เลือกตั้ง” กลุ่มคนที่ไม่มีความตั้งใจที่จะคืนอำนาจ ผู้ลงสมัครผู้ว่าการรัฐอย่างทิม มิเชลส์ ประกาศชัดเจนว่า หากผมชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรครีพับลิกันก็จะไม่มีทางแพ้อีกต่อไป“ฮิตเลอร์ มุสโสลินี ปูติน เออร์โดอัน ออร์บัน ต่างก็มาจากการเลือกตั้ง และอเมริกาก็มีโอกาสที่จะเป็นเช่นนั้น ห้วงเวลานี้เรากำลังอยู่บนเรือไททานิคที่เพิ่งชนภูเขาน้ำแข็งมาหมาดๆ และขอพูดจากใจว่า ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ก็ไม่สนใจ ไม่แคร์ และก็จะไม่แคร์ด้วยหลังมันเกิดขึ้นไปแล้ว เพราะเรายุคนี้ไม่สนใจการเมือง ติดตามการเมือง โรงเรียนไม่มีการสอนเรื่องประชาธิปไตย ระบบรัฐบาลควรเป็นเช่นไร”ประเทศเรามันน่าเศร้าเพียงใด ที่คนส่วนใหญ่จะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรากำลังเสียอะไรไป... ไว้พรุ่งนี้มาว่าต่อกันเป็นตอนสุดท้ายครับผม.ตุ๊ ปากเกร็ด