หลังจากเขียนถึงสหภาพโซเวียตและรัสเซียครบ 5 ตอน ท่านผู้ใหญ่ผู้เป็นแฟนเปิดฟ้าส่องโลกมานาน 25 ปี ไลน์มาแจ้งว่า ท่านอยากให้เล่าถึงสาธารณรัฐประชาชนจีนในมิติของผู้นำและการพัฒนาขอเรียนว่ายินดีครับ แต่การเขียนเรื่องจีน ถ้าไม่เริ่มที่เหมาเจ๋อตงก็คงไม่ครบองค์ประกอบ เหมาเป็นผู้นำสูงสุดของพรรคคอมมิวนิสต์จีนตั้งแต่ ค.ศ.1935 และอยู่ในอำนาจนานเกือบ 40 ปี ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อ 9 กันยายน 1976 ก่อนตาย เหมามอบอำนาจให้ฮว่ากั๋วเฟิงทว่าในตอนนั้น จีนมีอีกกลุ่มอำนาจหนึ่งคือกลุ่มของนางเจียงชิง (แก๊ง 4 คน) จึงมีการดึงฮว่ากั๋วเฟิงมาร่วมกันจับกุมกลุ่มของนางเจียงชิงและยกเติ้งเสี่ยวผิงให้เป็นแกนนำของคณะผู้นำรุ่นใหม่ เติ้งจึงเป็นแกนนำคณะผู้นำรุ่นที่ 2สมัยเหมา จีนเน้นการต่อสู้ทางชนชั้น แต่การต่อสู้ทางชนชั้นกลับทำลายพวกปัญญาชน ทำให้ขาดคนเก่ง สาธารณรัฐประชาชนจึงตกอยู่ในความยากจน อาหารการกินไม่พอ คณะผู้นำรุ่นที่ 1 คิดถึงแต่เรื่องอุดมการณ์ สิ่งใดที่ผิดแผกแตกต่างไปจากแนวคิดของคอมมิวนิสต์แบบเดิม เหมาปฏิเสธเด็ดขาด ผู้นำรุ่นที่ 2 และ 3 จึงคิดถึงการเปลี่ยนแปลงพอถึงประชุมสมัชชาสมัยที่ 12 ค.ศ.1982 พรรคฯ ซึ่งตอนนั้น มีสมาชิก 39 ล้านคน มีการเลือกคณะกรรมการกลางที่ต่างไปจากในอดีต คือไม่ได้เลือกพวกนักรบหรือนักปฏิวัติประชาชน แต่เลือกพวกที่มีความรู้ดีที่ส่วนใหญ่มีอายุต่ำกว่า 60 ปีเป้าหมายในตอนนั้นก็คือ ช่วง 20 ปีสุดท้ายของศตวรรษที่ 20 (1981-2000) พรรคจะต้องทำให้จีนพ้นจากความอดอยากยากจน ต้องทำให้เศรษฐกิจขยายตัวด้วยยุทธศาสตร์ 2 ก้าว ก้าวแรก ค.ศ.1981-1990 ปูพื้นฐานสั่งสมกำลังและสร้างเสริมเงื่อนไข ก้าวที่ 2 ค.ศ.1991-2000 ขยายให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างรวดเร็วและกว้างขวางตั้งสาธารณรัฐประชาชนสำเร็จเมื่อ ค.ศ.1949 ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จีนเผชิญความเจ็บปวดอยู่หลายเรื่อง เรื่องแรกก็คือการก้าวกระโดดใหญ่ (อย่างใจร้อน) ของเหมา และการปฏิวัติใหญ่วัฒนธรรม ทั้งสองเรื่องเป็นผลมาจากความคิดบูชาตัวบุคคล การทำอย่างรีบเร่งทำให้จีนเกือบล้มคว่ำคะมำหงาย จีนตั้งแต่ยุคของเติ้งเป็นต้นมาจึงไม่ทำอะไรผลีผลาม จะสร้างนโยบายอะไรต้องประชุมแล้วประชุมอีก ห้ามเผยแพร่ความคิดบูชาตัวบุคคล ไม่ยึดติดทฤษฎี แต่เน้นการปฏิบัติสมัชชาสมัยที่ 12 จึงมีการแก้ไขธรรมนูญพรรค ให้เลิกตำแหน่งประธานพรรค และให้สร้างตำแหน่งเลขาธิการใหญ่พรรคขึ้นมาแทน คนที่เป็นเลขาธิการใหญ่พรรคคนแรกคือหูเย่าปัง ส่วนเติ้ง (ผู้มีบารมีและทรงอำนาจของแท้) เป็นประธานคณะกรรมาธิการทหาร เติ้งรู้ว่าอนาคตจีนจะต้องรับมือกับมหาอำนาจตะวันตก จึงต้องเตรียมรับมือโดยเปลี่ยนจากกองทัพชาวนามาเป็นกองทัพมืออาชีพ เพื่อจีนจะได้มีกองทัพที่ทันสมัยใช้ต่อสู้กับภัยคุกคามทั้งรูปแบบเดิมและแบบใหม่เติ้งขัดแย้งกับเหมาและเสียอำนาจหลายครั้ง ที่กลับมาได้เพราะมีบารมีจากการที่เคยบัญชาการกองทัพแดงในระหว่างสงครามปฏิวัติเพื่อยึดอำนาจ เติ้งรับเป็นประธานคณะกรรมาธิการทหารเพราะต้องควบคุมปากกระบอกปืนให้จงรักภักดีต่อพรรค จนถึง ค.ศ.1992 เติ้งจึงเปิดทางให้เจียงเจ๋อหมิน ผู้นำรุ่นที่ 3 เจียงเป็นผู้นำ 2 สมัย 10 ปี ก็ส่งงานต่อให้ผู้นำรุ่นที่ 4 คือหูจิ่นเทา ถึงแม้หูจะเป็นเลขาธิการใหญ่พรรคแล้ว แต่ก็ยังต้องรอถึง 2 ปี กว่าจะได้เป็นประธานคณะกรรมาธิการทหารหูเกษียณจากเลขาธิการใหญ่พรรคและประธานคณะกรรมาธิการทหารพร้อมกันเมื่อ ค.ศ.2012 ก็ส่งงานต่อให้ผู้นำรุ่นที่ 5 คือสีจิ้นผิง สีเป็นเลขาธิการใหญ่พรรคพร้อมตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการทหารตั้งแต่ ค.ศ.2012 จนถึงปัจจุบันจีนเปลี่ยนจากยึดทฤษฎีมาร์กซ์จ๋า มาเป็นสังคมนิยมทันสมัย ตั้งแต่ ค.ศ.1979 โดยใช้นโยบายปฏิรูป Four Modernizations หรือสี่ทันสมัย (เกษตรกรรมทันสมัย อุตสาหกรรมทันสมัย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทันสมัย และการป้องกันประเทศทันสมัย) ทว่าสมัยนั้นจีนยังยากจน หากปฏิรูปพร้อมกันทั้งสี่ด้าน ทรัพยากรของจีนไม่พอ เติ้งจึงแนะนำให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจก่อน.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.com