โศกนาฏกรรมจ่าคลั่งกราดยิงในศูนย์การค้าโคราช ตั้งแต่ปี 2563 มีผู้เสียชีวิต 29 คน บาดเจ็บ 57 คน กลับมาเป็นข่าวอีกครั้ง เมื่อมีผู้เสียหายเดินสายร้องหน่วยงานต่างๆ เริ่มต้นที่กระทรวงยุติธรรม ขอเข้าโครงการคุ้มครองพยาน เพราะถูกนายพลกองทัพบกคนหนึ่งข่มขู่คุกคามชีวิต เพราะรู้ข้อมูลต้นเหตุการสังหารหมู่โคราชนายไพศาล เรืองฤทธิ์ ทนายความ นำผู้เสียหายซึ่งเป็นหญิง 2 คน ร้องเรียนว่าเป็นผู้ประกอบการสร้างบ้านให้ทหารที่กู้เงินสวัสดิการมาซื้อ แต่เกิดเรื่องไม่ชอบมา พากล เช่น บ้านราคาหลังละ 1 ล้านบาท ต้องกู้ 1.5 ล้านบาท ถูกหักเป็นค่าธรรมเนียม 75,000 บาท หักส่วนต่างอีก 4 แสนบาท อ้างว่าเป็นค่าตกแต่งบ้านเงิน 2 ก้อนที่ถูกหัก ทำให้ “จ่าคลั่ง” โคราช เข้าใจผิดว่าเงินอยู่กับผู้รับเหมาสร้างบ้าน จึงก่อเหตุร้ายขึ้น แต่แท้ที่จริงเงินถูกนำเข้ากระเป๋าของนายพลบางคน เลขานุการรัฐมนตรียุติธรรมรับเรื่องราวไว้ และรับปากว่าจะมอบให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพฯตรวจสอบ และคุ้มครองพยาน ตามอำนาจหน้าที่แต่ทนายความอาจจะยังไม่มั่นใจ จึงเดินสายร้องต่อกองทัพบก ได้รับคำยืนยันว่าไม่มีการหักค่าหัวคิว เงินกู้สร้างบ้านทหาร แต่ยอมรับว่ามีปัญหา จึงตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ ได้ข้อสรุปว่าเป็นข้อพิพาทส่วนบุคคล และได้สั่งลงโทษผู้เกี่ยวข้อง ด้วยการงดบำเหน็จและปลดออกจากราชการ แต่ผู้ร้องถือว่ายังไม่จบทนายความผู้ร้องกล่าวว่า เรื่องนี้ มีนายทหารเกี่ยวข้องราว 20 คน บางคนได้เลื่อนยศเลื่อนตำแหน่ง บางคนได้เป็นนายพล มีทหารได้รับความเสียหายกว่าร้อยนาย คิดเป็นค่าเสียหายราว 30–40 ล้านบาท จะไปแจ้งความในข้อหาเรียกรับสินบน ในขณะที่เป็นข้าราชการต่อไป และเรียกร้องให้ ทบ.เยียวยาผู้เสียหายจากนั้นทนายนำผู้ร้องยื่นหนังสือ ร้องเรียนต่อรัฐมนตรีกลาโหม แต่ไม่ทราบว่าจะได้รับความสนใจจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเป็นทั้งนายกฯและรัฐมนตรีกลาโหมหรือไม่ แต่นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.พรรคก้าวไกล และประธาน กมธ.คณะหนึ่ง ซึ่งได้รับคำร้องเช่นเดียวกัน ได้เรียกร้องให้ กห.พิสูจน์ความจริงต่อประชาชนจากโศกนาฏกรรมการสังหารหมู่ เป็นครั้งแรกในประเทศไทย กำลังบานปลายกลายเป็นคดีทุจริตในโครงการบ้านสวัสดิการทหารชั้นผู้น้อย กระทบถึงภาพลักษณ์ของกองทัพ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกลาโหม ควรให้มีการตรวจสอบอย่างอิสระ โปร่งใส ไม่มีการเลือกปฏิบัติ และยึดหลักนิติธรรม ทุกหน่วยงานต้องถูกตรวจสอบโดยเสมอ.