เหตุโศกนาฏกรรม “อดีตตำรวจ สังหารหมู่ผู้บริสุทธิ์ 36 ศพ ใน จ.หนองบัวลำภู” กลายเป็นชนวนจุดประเด็นร้อน “สั่นสะเทือนวงการสีกากี” ต้อนรับตำแหน่งพิทักษ์ 1 คนใหม่ จนต้องสั่งการจัดระเบียบแถวบุคลากรตำรวจทุกโรงพักขนานใหญ่ “ปัดฝุ่นโครงการตำรวจสีขาว” สุ่มตรวจปัสสาวะตำรวจทุกนายเพื่อตรวจสอบควบคุมความประพฤติไม่ให้เกี่ยวข้องยาเสพติด หากพบผู้ใดทําผิดต้องถูกดำเนินการทางกฎหมาย ทางวินัย และทางปกครองขั้นเด็ดขาดแล้ว “ผู้บังคับบัญชา” จะถูกประเมินผลปฏิบัติงานนำมาใช้ในการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายด้วยนี้ คมเพชญ จันปุ่ม หรือ “ทนายอ๊อด” ประธานเครือข่าย ทนายชาวบ้าน บอกว่ายาเสพติดแพร่ระบาดในประเทศไทยเป็นวงกว้างลักลอบเสพกันทุก หย่อมหญ้าอาชีพ ไม่เว้นแม้แต่ “ข้าราชการบางคน” ก็เคยมีข่าวพัวพันกับยาเสพติดเห็นอยู่บ่อยครั้งอย่างกรณีล่าสุด “อดีตตำรวจสังหารหมู่ผู้บริสุทธิ์ใน จ.หนองบัวลำภู” เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างก่อนก่อเหตุมีพฤติการณ์เสพยาจนถูกจับกุมพร้อมของกลางยาบ้าทั้งให้การรับสารภาพว่า “เสพยาเสพติดมาตั้งแต่ตอนเรียนมัธยม” ก่อนถูกให้ออกจากตำรวจเมื่อวันที่ 20 ม.ค.2565 กลายเป็นประเด็นคำถามใหญ่ว่า “ทำไมอดีตตำรวจติดยาตั้งแต่มัธยมสามารถสอบตำรวจได้” จริงๆแล้ว “ผู้มีสิทธิ์สอบบรรจุเป็นตำรวจ” ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 และกฎ ก.ตร.ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามการเป็นข้าราชการตำรวจ พ.ศ.2547อย่างเช่นไม่เคยต้องรับโทษโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกจริง เว้นแต่เป็นโทษความผิดกระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ และไม่เป็นผู้ประพฤติเสื่อมเสีย หรือบกพร่องในศีลธรรมอันดีเมื่อสอบผ่านภาคทฤษฎีวัดความรู้ก็ต้องตรวจร่างกายหาสารเสพติด ทดสอบสุขภาพจิต และพิมพ์ลายนิ้วมือตรวจประวัติอาชญากรรม “ถ้าปรากฏพบผู้ใดเคยต้องโทษจำคุกลักษณะกระทำผิดซึ่งโทษจำคุก” แต่ผู้นั้นไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน หรือเคยได้รับโทษจำคุกแต่เป็นโทษความผิดกระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษเหตุนี้ “ศาลอาจพิจารณาให้รอการลงโทษ ที่เรียกกันว่ารอลงอาญา” ก็ยังมิใช่การลงโทษจำคุกที่หมายถึง “ถูกจำคุกคุมขังในเรือนจำจริง” ฉะนั้นคำว่ารับโทษจำคุกในที่นี้ไม่รวมถึงการรอลงอาญาแม้เป็นความผิดที่มีโทษจำคุกก็ตามจึงไม่ขัดต่อ พ.ร.บ.ตำรวจฯ หรือกฎ ก.ตร.ว่าด้วยคุณสมบัติต้องห้ามฯ ทำให้มีสิทธิ์เข้าเป็นตำรวจได้ เช่นเดียวกับ “กรณีมีประวัติต้องโทษคดีเสพยาเสพติด” ก่อนที่มีพ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มีผลบังคับใช้นั้น “ผู้เสพยาเสพติด” ถูกจับกุมดำเนินคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมปกติ ที่จะต้องได้รับการพิพากษาจากศาลอันมีบทลงโทษ จำคุก รอลงอาญา หรือปรับ ทำให้มีประวัติการกระทำความผิดทางอาญาต่อมา “รัฐบาลมีนโยบายให้ผู้เสพ ผู้ติดยาเสพติด” สำหรับปริมาณไม่เกิน 5 หน่วยการใช้ ต้องได้รับการดูแลรักษาบำบัดฟื้นฟูอย่างถูกต้องเหมาะสม “แทนการลงโทษทางอาญา” จึงได้ตรา พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดฯ ออกมาบังคับใช้ให้ผู้เสพ หรือผู้ติดยาได้รับการดูแลในฐานะผู้ป่วยแล้วระหว่างนี้ “จะชะลอฟ้องคดี” เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความผิดได้รับโอกาสเข้าบำบัดฟื้นฟูก่อนเมื่อผ่านการบำบัดฟื้นฟูเป็นที่พอใจของ “คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด” ก็จะไม่ถูกดำเนินคดีในทาง อาญาอันพ้นสภาพผู้กระทำผิด หรือไม่มีคดีอาญาติดตัวสามารถไปศึกษาต่อ หรือทำงานได้เช่นคนปกติทั่วไปปัญหาว่า “ผู้เสพยานี้เป็นผู้ประพฤติเสื่อมเสีย หรือบกพร่องศีลธรรมอันดีหรือไม่” เรื่องนี้เคยมีคำสั่งศาลปกครองสูงสุดคดีหมายเลขดำที่ อ.357/2551 คดีหมายเลขแดงที่ อ.2/2555 ลงวันที่ 16 ม.ค.2555 กล่าวคือกรณีมีนักเรียนสอบผ่านเข้าเป็นนักเรียนนายสิบตำรวจ แต่คณะอนุกรรมการพิจารณาคุณสมบัติเห็นว่าเคยถูกดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ศาลจังหวัดลำปางแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว มีคำพิพากษาให้รอการกำหนดโทษ 1 ปี ทำให้เห็นว่า “มตินั้นไม่เป็นธรรม” จึงนำเรื่องมาฟ้องศาลปกครองในเวลาต่อมา เพราะทำความผิดในอายุ 16 ปีเศษ แล้ว ผอ.สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน มีหนังสือรับรองคุมประพฤติได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขเคร่งครัด ทั้งไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด และผลการตรวจร่างกายมีใบรับรองแพทย์พิสูจน์ว่า “ไม่พบยาบ้าในปัสสาวะ” แสดงว่าได้พ้นสภาพการใช้ยาเสพติด จึงควรถือว่าเป็นผู้ป่วยมากกว่าอาชญากรอีกทั้งยังเคยมีมติ ครม.ปี 2546 เรื่องให้โอกาสผู้เสพยาเสพติดซึ่งพ้นสภาพการใช้ยาเสพติดเข้าทำงาน หรือรับการศึกษาต่อในหน่วยงานภาครัฐ “เมื่อบุคคลนั้นได้รับการรับรองจากแพทย์ หรือได้ผ่านการบำบัดรักษาจากทางราชการ” ก็ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้มีโอกาสในการทำงาน หรือเข้ารับการศึกษาเช่นบุคคลทั่วไปดังนั้นคดีนี้ “ศาลปกครองสูงสุด” จึงพิจารณาการกระทำของผู้ฟ้องคดีไม่อาจถือได้ว่าเป็นผู้ประพฤติเสื่อมเสีย หรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี ควรให้ โอกาสมีสิทธิ์สมัครสอบเข้าแข่งขัน หรือคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการตำรวจได้ดังเช่นบุคคลทั่วไป ทำให้คำพิพากษานี้ถูกยึดปฏิบัติกันมาจวบจนถึงทุกวันนี้กลายเป็นเปิดโอกาสให้ “ผู้เคยเสพยาเสพติดเข้ารับราชการได้” แต่ก็มีบางคนเสพยาไม่เคยถูกจับกุมทำให้ไม่มีประวัติอาชญากรรมตรวจสอบ แล้วสอบผ่านการแข่งขันหลุดรอดเข้ามาเป็นตำรวจก็มีอยู่ไม่ใช่น้อยผลตามมาคือ “บุคคลเหล่านี้เข้ามาเป็นตำรวจ” อันเป็นอาชีพช่วยเหลือ ให้ “บริการประชาชน” ปฏิบัติหน้าที่เสี่ยงอันตรายจากคนร้ายตลอด “บางคนเกิดความเครียดแก้ปัญหาไม่ได้ก็มีข่าวลือเสมอว่าหวนกลับมาเสพยาแก้เครียดก็มี” เริ่มจากเสพครั้งคราวแต่เจอปัญหากดดันเดิมๆ ก็ใช้ต่อเนื่องกลายเป็นติดยาอีก หนำซ้ำ “ตำรวจบางสายงาน” ต้องปราบปรามยาเสพติดตลอดเวลาแล้วยิ่งสมัยก่อนเคยได้ยินว่า “บางคนเอาตัวเข้าแลกยอมเสพยา” เพื่อหาข่าวความเคลื่อนไหวขบวนการค้ายารายใหญ่ แต่ปัจจุบันนี้ปรับเปลี่ยนรูปแบบ “ด้วยการใช้โจรจับโจร” อันเป็นวิธีการเสาะหาพยานหลักฐาน และจับกุมล่อซื้อคดีเกี่ยวกับค้ายาเสพติดแทนฉะนั้น “อดีตผู้เคยเสพยาเข้ามาเป็นตำรวจบางคน” แม้รับบำบัดรักษาจนหายขาดแล้วก็ตาม เมื่อมีโอกาสสัมผัสคลุกคลีอยู่กับยาเสพติดบ่อยๆ ย่อมกระตุ้นความต้องการเสพยา สุดท้ายอาจกลับสู่วังวนเป็นผู้เสพเช่นเดิมก็ได้แล้วมีข่าวลือว่า “ตำรวจเสพยามักไม่มีใครอยากยุ่ง” เพราะไม่อยากก้าวก่ายซึ่งกันและกัน หรือเกรงจะเกิดปัญหากันภายหลัง เว้นแต่คนนั้นเสพยาจนอาการหนักจริงก็อาจต้องดำเนินการจับกุมดำเนินคดีประเด็นนี้มีว่า “กรณีถูกจับกุมยาเสพติดในปริมาณไม่เกิน 5 หน่วยการใช้” ตามกฎหมายฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดฯ คือ “ผู้เสพ” สามารถเลือกเข้ารับการบำบัดจนสิ้นสุดกระบวนการโดยไม่ต้องรับโทษอาญา ด้วยการสมัครใจบำบัดตามโรงพยาบาลทั่วประเทศที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานภาครัฐภายใน 45 วันแต่หากไม่ยอมสมัครใจนั้น “ต้องใช้การบังคับ” โดยการจับกุมเข้าสู่การบำบัดผ่าน พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดฯ แต่ถ้าบำบัดไม่ผ่านตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ก็ต้องดำเนินคดีแบบการฟ้องด้วยวาจาที่เรียกว่า “ฟ้องใบแดง” ส่วนใหญ่มักมีบทลงโทษรอลงอาญาและปรับ ลักษณะคล้ายกับการฟ้องคดีเมาแล้วขับสิ่งที่น่าสังเกตคือ “กรณีที่ผู้เสพยาเสพติดจะถูกให้ออกจากราชการได้นั้น” จะต้องเป็นกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาคดีถึงที่สุด “อันมีโทษจำคุกในเรือนจำจริงๆ” ดังนั้นการเข้ารับการฟื้นฟูบำบัดยาเสพติดเท่ากับเป็นผู้ป่วยนี้ หรือศาลมีคำพิพากษาคดีถึงที่สุดให้รอลงอาญานั้นก็ยังสามารถคงสภาพการเป็นข้าราชการได้อยู่ดังเดิมทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับขั้นตอน “ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย” จะพิจารณาลงความเห็นลงโทษอย่างไร มีตั้งแต่โทษเบาไปจนโทษหนัก แต่กรณีข้าราชการเสพยาเสพติดมักเป็นการกระทำลักษณะมีมลทินมัวหมองอันมีความผิดวินัยร้ายแรงโทษคือไล่ออก ถ้าผู้นั้นเห็นว่าคำสั่งไม่เป็นธรรมสามารถฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้ต่อไปนี่คือเส้นทาง “การเข้ามารับราชการ” ที่อาจมีกลุ่มคนไม่ดีเป็นส่วนน้อยปะปนหลุดมาสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ขององค์กรตำรวจ นั้น แต่ก็ย้ำว่า “ตำรวจส่วนใหญ่เป็นคนดี” ยึดมั่นในศักดิ์ศรีของผู้พิทักษ์ สันติราษฎร์ ที่ประชาชนเชื่อมั่นศรัทธา เป็นหลักประกันความยุติธรรมให้สังคมจวบจนทุกวันนี้.