“กรุงเทพมหานคร”...เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีประชากร มากที่สุดในประเทศ ตัวเลขอยู่ที่ราวๆ 5.5 ล้านคน ไม่นับรวมประชากรแฝงทั้งที่เข้ามาทำงานและผ่านมาผ่านไปอีกจำนวนไม่น้อยคาดประมาณกันว่า ประชากรแฝงที่ว่านี้น่าจะมีตัวเลขไม่ต่ำกว่า 2.5-3 ล้านคนหากมองลงไปยัง “มิติสุขภาพ” น่าสนใจว่าภายในเมืองศิวิไลซ์ที่แทบจะไม่เคยหลับใหลนั้นยังมีประชากรบางส่วนที่ “อาจจะยังเข้าไม่ถึงบริการด้านสุขภาพ” โดยเฉพาะบริการในระดับปฐมภูมิสำหรับผู้ป่วยในกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารีนพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) บอกว่า เราไม่ได้นิ่งนอนใจและพร้อมที่จะแก้ปัญหาเพื่อให้คน กทม. ได้เข้าถึงบริการมากที่สุด สะดวกที่สุดจนเกิดเป็น “Model 5” ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สิทธิบัตรใน กทม.สามารถเข้าไปรับบริการปฐมภูมิที่ในเครือข่ายของ สปสช.ที่ไหนก็ได้ยิ่งไปกว่านั้นในปีนี้ยังได้เปิดโอกาสให้ “คลินิกเวชกรรม” เข้ามาเป็นหน่วยบริการ “รับส่งต่อเฉพาะด้านเวชกรรม” เพื่อการเข้าถึงบริการของคน กทม.อีกด้วยย้ำว่า...บริการสุขภาพในระดับปฐมภูมิสำหรับ “คนกรุงเทพฯ” เป็นหนึ่งในนโยบายที่ไม่ถูกลืมของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการ กทม.นิยามคน กทม.อาจต้องแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่หนึ่ง...ประชาชนที่มีทะเบียนบ้านอยู่ใน กทม. สอง...คนที่เข้ามาใช้ชีวิตอยู่ใน กทม.ทั้งถาวรหรือไปเช้าเย็นกลับ ซึ่งที่ผ่านมาพบว่าประชาชนที่มีสิทธิบัตรทองอยู่ใน กทม.จำนวนประมาณเกือบ 3 ล้านคน ที่ลงทะเบียนใช้บริการผู้ป่วยนอกอยู่ที่ 1.7 ครั้งต่อคนต่อปีน่าสนใจว่าตัวเลขนี้...น้อยกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศที่อยู่ที่ 3.4 ครั้งต่อคนต่อปีสาเหตุหลักๆ มีอยู่ไม่กี่ประการ นั่นก็คือการกระจายตัวของหน่วยบริการยังคงเป็นปัญหา เนื่องจากหน่วยบริการระดับปฐมภูมิที่นับว่าเป็นด่านหน้าในการดูแลประชาชนนั้นมีอยู่ 300 แห่งทั่ว กทม. ในที่นี้ราว 30 แห่งตั้งอยู่ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ในขณะที่อีก 270 แห่งอยู่รอบนอก“รวมศูนย์บริการสาธารณสุข 69 แห่ง...ซึ่งยังไม่กระจาย บางเขตมีหน่วยบริการมาก ในขณะที่บางเขตไม่มีเลย รวมไปถึงกระจุกตัวอยู่ตามถนนสายเศรษฐกิจ ทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการไม่สะดวกเท่าที่ควร”นอกจากนี้ วิถีชีวิตของคน กทม.ก็นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัย เพราะหน่วยบริการมักจะเปิดตามเวลาราชการ แต่หากเป็นคลินิกก็อาจจะขยายไปถึง 2 ทุ่ม ทว่าผู้ป่วยบางรายอาจเจ็บป่วยยามวิกาล หรือคนที่ทำงานจนถึงตอนเย็น จึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้การเข้าถึงบริการนั้นอาจจะยังไม่สะดวกคล่องตัว ทพ.วิรัตน์ เอื้องพูลสวัสดิ์ทพ.วิรัตน์ เอื้องพูลสวัสดิ์ ผอ.สปสช.เขต 13 กทม. เสริมว่า จากสถิติการเข้ารับบริการของผู้ใช้สิทธิบัตรทองในพื้นที่ กทม. พบว่าเข้าถึงบริการสุขภาพเพียงครึ่งเดียวของค่าเฉลี่ยทั้งประเทศเท่านั้นสาเหตุข้างต้น ทำให้ สปสช. แก้ปัญหาโดยเชิญชวน “คลินิกเวชกรรม” ในพื้นที่ต่างๆ สมัครเข้ามาขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการรับส่งต่อเฉพาะด้านกับ สปสช. ซึ่งคลินิกเหล่านี้อาจเป็นแพทย์ที่ทำงานประจำในโรงพยาบาลแล้วมาเปิดคลินิกหลังเลิกงานในช่วงเย็น...ค่ำ เพื่อเพิ่มช่องทางให้ประชาชนเข้าถึงแพทย์ได้มากขึ้นที่สำคัญ...ช่วงเวลาที่คลินิกเหล่านี้เปิดทำการก็เป็นเวลาที่ประชาชนส่วนมากสะดวกไปสำหรับขั้นตอนการสมัคร สามารถศึกษารายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ สปสช. www.nhso.go.th หลังจากขึ้นทะเบียนแล้ว เมื่อผู้ใช้สิทธิบัตรทองมารับบริการ สปสช.จะเป็นผู้จ่ายค่าใช้จ่ายส่วนนี้ให้คลินิกในลักษณะจ่ายตามรายการ (Fee schedule) ขณะนี้มีการจัดทำลิสต์รายการจ่ายแล้วกว่า 4,000 รายการครอบคลุมทั้งค่าบริการทางการแพทย์ ค่ายา ค่าหัตถการ ค่าแล็บ ค่าใช้จ่ายอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการจัดบริการทั้งหมด ซึ่งทางคลินิกสามารถบันทึกรายการบริการแล้วส่งมาเบิกเงินกับ สปสช.ได้เลย ส่วนรอบการจ่าย ขณะนี้เราจ่าย 2 สัปดาห์ต่อครั้ง แต่ในอนาคตอันใกล้นี้เราตั้งเป้าว่าจะลดเวลาให้เหลือ 3 วันต่อครั้งแน่นอนว่าหากสามารถเพิ่มจำนวนหน่วยบริการและมีการกระจายตัวลงไปใกล้ชุมชนมากขึ้น จะทำให้ประชาชนไปรับบริการได้อย่างสะดวก ข้อสำคัญคือสามารถเข้าถึงบริการนอกเวลาราชการได้ทั้งหมดนี้จะเพิ่มอัตราการเข้าถึงบริการของผู้ใช้สิทธิบัตรทองใน กทม.โดยอัตโนมัติ พญ.ดวงพร ปิณจีเสคิกุลพญ.ดวงพร ปิณจีเสคิกุล รองผู้อำนวยการสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร มองว่า หน่วยบริการในพื้นที่ กทม.มี 3 รูปแบบ แบบแรกคือหน่วยบริการปฐมภูมิซึ่งเป็นหน่วยบริการที่ใกล้ชิดประชาชนที่สุด ถ้าเป็นต่างจังหวัดก็คือ รพ.สต. ถ้า กทม.คือศูนย์บริการสาธารณสุขของ กทม.และคลินิกชุมชนอบอุ่นที่อยู่ในเครือข่ายส่วนอีกสองรูปแบบคือหน่วยบริการในระดับของ “ทุติยภูมิ” และ “ตติยภูมิ” หรือโรงพยาบาล“ปัจจุบันพื้นที่ กทม.มีศูนย์บริการสาธารณสุข 69 แห่ง คลินิกชุมชนอบอุ่น หน่วยบริการภาครัฐ รวมถึงคลินิกเวชกรรมอีก 270 แห่ง...ถือว่ายังน้อย เพราะหากจะให้บริการได้อย่างทั่วถึงจะต้องมีหน่วยบริการปฐมภูมิกว่า 700 แห่ง ดังนั้น หากมีคลินิกเวชกรรมเข้ามาร่วมให้บริการ ก็จะเกิดประโยชน์กับประชาชนเป็นอย่างมาก”ภาพอนาคตที่จะเกิดขึ้น พญ.ดวงพรย้ำว่า ประชาชนจะสามารถเข้าถึงการรักษาขั้นพื้นฐานได้โดยง่าย ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปโรงพยาบาลไม่ต้องเสียเวลารอคอย ส่วนคลินิกก็จะมีจำนวนคนไข้ไปรับบริการมากยิ่งขึ้น จากเดิมที่มีแต่ผู้ป่วยประกันสังคมหรือกลุ่มที่จ่ายเงินเอง ก็จะมีสิทธิบัตรทองเพิ่มขึ้นมาอีก ยิ่งหาก “คลินิกเวชกรรม” สมัครเข้าร่วมเยอะๆ การทำงานก็จะเป็นลักษณะเป็นเครือข่ายร่วมกับศูนย์บริการสาธารณสุขและคลินิกชุมชนอบอุ่น ทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้อย่างทั่วถึงมากขึ้นนพ.จเด็จ บอกอีกว่า สปสช.ออกแบบยุทธศาสตร์ที่จะบริหารจัดการกลไกของบริการปฐมภูมิที่มีอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพ มีความคล่องตัว สอดรับกับวิถีชีวิตของคน กทม.ได้มากขึ้น และก็เป็นที่น่ายินดีที่ผู้ว่าฯ กทม. คนปัจจุบันได้ให้ความสำคัญที่จะเข้ามาเป็นเจ้าภาพการออกแบบบริการสุขภาพในระดับปฐมภูมิฉะนั้น การออกแบบจึงไม่ใช่แบบเดิมอย่างที่เคยทำ...ต้องมีช่องทางใหม่ๆ เช่น การใช้ระบบพบแพทย์ทางไกล (Telemedicine) มาเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก เหมือนอย่างที่เคยใช้ดูแลผู้ป่วยโควิด–19 ในระบบกักตัวที่บ้าน (Home Isolation : HI) และกลายมาเป็น...บริการเจอ แจก จบในภายหลังนับรวมไปถึงรถโมบายเคลื่อนที่เข้าไปบริการประชาชนเชิงรุกในชุมชน, การจัดบริการคลินิกที่ปั๊มน้ำมัน, ตู้คีออสตั้งตามชุมชน...ห้างสรรพสินค้าที่สามารถเข้าไปรับคำปรึกษาจากแพทย์ได้ ฯลฯแล้วก็มาถึง “Model 5” เพิ่มความเข้มแข็งโดยการนำศูนย์บริการสาธารณสุขมาเป็นแม่ข่ายและคลินิกชุมชนอบอุ่นหรือคลินิกเวชกรรมที่ขึ้นทะเบียนกับ สปสช.มาเป็นลูกข่าย เชื่อมั่นว่าในปีงบประมาณ 2566 ตั้งแต่ 1 ต.ค.นี้เป็นต้นไปจะมีความเข้มแข็งขึ้นและปรับปรุงเครือข่ายบริการปฐมภูมิใน กทม.ให้ดียิ่งขึ้นไปประเด็นสำคัญภายใต้ระบบโมเดล 5 พื้นฐานคืออยากได้คลินิกเวชกรรมใน กทม.เข้ามาร่วมจัดระบบบริการ ซึ่ง สปสช.มองว่าเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ทำให้ประชาชนเข้ามารับบริการในเวลาที่สะดวกได้มากขึ้นแต่ “คลินิกเวชกรรม” ที่เข้าร่วมก็ต้องอยู่ในกฎ ระเบียบ ข้อบังคับตามมติตามหลักเกณฑ์คู่มือการปฏิบัติตามข้อตกลงสัญญาให้บริการสาธารณสุขตามกฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาตินโยบาย “สิทธิบัตรทอง”...ต้องเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ “มิติสุขภาพ”...ประชาชนทุกคนต้องมีสิทธิเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว ที่สำคัญระบบที่ดีต้อง...ลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ.