ใกล้เสนอเข้าสู่ที่ประชุมสภาฯพิจารณาเห็นชอบให้ประเทศไทยมีบ่อนกาสิโนถูกกฎหมายแล้วนับแต่ กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาการเปิดสถานบันเทิงแบบครบวงจร (Entertainment Complex) ที่มีการศึกษาแนวทางความเป็นไปได้มาตั้งแต่ 3 ธ.ค.64–30 ก.ค.65 จนสามารถสรุปเป็นรายงานเสร็จสมบูรณ์คร่าวๆในรายงานฉบับนี้พิจารณาศึกษา 4 ด้าน คือ ด้านกฎหมายการเก็บรายได้และภาษี ด้านการป้องกันแก้ไขปัญหาผลกระทบและศึกษาพื้นที่ความเป็นไปด้านการลงทุนและรูปแบบการเปิดสถานบันเทิงแบบครบวงจร และด้านรูปแบบธุรกิจ Gaming และลงพื้นที่ดูงานจัดสัมมนา 3 ครั้งพร้อมเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ข้อมูลเป็นระยะกำหนดพื้นที่เปิดเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์แต่ละภาค 5 แห่งทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ ภาคอีสาน กรุงเทพฯ และปริมณฑล อันมีสัดส่วนเพื่อความบันเทิง ความเพลิดเพลิน รวมถึงโรงแรม ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล ธนาคาร สวนสนุก สนามกีฬา และกาสิโนที่คาดว่าจะเปิดให้เล่นพนันทุกรูปแบบ รวมถึงพนันออนไลน์ เหตุนี้ทำให้มูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน มูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ (มสส.) และโครงการเครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยงทางสังคมจัดประชุมเสวนาหัวข้อ “เจาะรายงานเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ 60 กมธ. ...คุ้มค่าจริงหรือ?” ในการระดมความคิดเห็นจากสื่อมวลชน และผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสรุปเป็นรายงานเสนอต่อประธานสภาฯต่อไปเกียรติ สิทธีอมร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อพรรค ปชป. อดีตประธานผู้แทนการค้าไทย บอกว่า การเปิดบ่อนกาสิโนเป็นเรื่องใหญ่สำคัญต่อ “สังคมไทย” แต่กลับถูกหยิบยกขึ้นมาพูดกันน้อยมาก เพราะด้วยชื่อของรายงานฉบับนี้ระบุชัดว่า “มีความคุ้มค่า” อันเป็นความคุ้มค่าเพียงมิติด้านเศรษฐกิจอย่างเดียวเท่านั้นแต่มิได้รวม “มิติผลกระทบทางสังคมที่จะเกิดขึ้นตามมาอันมีตัวเลขต้นทุน” ซึ่งในรายงานได้ให้ความสำคัญค่อนข้างน้อย กลายเป็นผลักให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องทำมาตรการและวางกติกาออกมากำกับดูแลภายหลังอันที่จริงแล้ว “เรื่องกระทบจากการเปิดกาสิโน” ประชาชนสามารถสืบค้นรายงานที่มีอยู่บนโลกใบนี้ผ่านโซเชียลฯได้ไม่ยากอยู่แล้ว “หลายประเทศที่ตั้งบ่อนการพนันถูกกฎหมาย” เดินหน้าไปก่อนประเทศไทยนั้น อย่างเช่น ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ล้วนเคยมีการศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบทางสังคมที่เกิดขึ้นไว้มากมาย น่าเสียดายที่ กมธ.มิได้นำข้อมูลสำคัญนั้นมารวมเป็นองค์ประกอบการพิจารณาเปิดกาสิโนครั้งนี้ด้วยเหตุนี้จึงอยากให้ข้อมูล “ปัญหาการมีบ่อนการพนันถูกกฎหมายในหลายประเทศทั่วโลก” อย่างเช่นในปี 2020 “สภาสูงอังกฤษ (House of Lords)” เคยรายงานว่า 1 ใน 3 ของประชากรมักมีปัญหาติดการพนัน “หลายคนยอมรับเมื่อได้เล่นจะมีความสุข” แต่เมื่อแพ้จะกระทบต่อระบบประสาทจนฆ่าตัวตายวันละ 1 คนแล้วผู้ติดการพนัน 1 คน มักสร้างผลกระทบต่อบุคคลอื่น และครอบครัวไปอีก 6 คนไม่เท่านั้น “ม.ฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา” ก็เคยทำวิจัยความเป็นไปได้ของผู้เล่นชนะเกมในกาสิโนนั้นผลปรากฏพบว่า “เจ้าของบ่อน” มักออกแบบเครื่องให้มีโอกาสชนะเกินกว่า 53% ของจำนวนเครื่องทั้งหมด “ผู้เล่นมากกว่า 89% มักเป็นฝ่ายเสียเงิน” แล้วอีก 11% จะเป็นผู้เล่นชนะได้เงินเฉลี่ยอยู่ที่ 150 เหรียญสหรัฐฯต่อคน ส่วนนักพนันขาใหญ่เล่นหนัก 95% มีโอกาสเสียเงินหมดตัวแล้วมีอัตราคนเล่นชนะได้เงินเฉลี่ย 1 ต่อ 128 คน เรื่องนี้เคยมีประสบการณ์จริงจากช่วยเหลือเพื่อน 2 คนที่ติดการพนันในบ่อนกาสิโนเถื่อนผิดกฎหมายมาแล้วถัดมาเท่าที่เคย “ศึกษาของประเทศที่มีบ่อนการพนันถูกกฎหมาย” ส่วนใหญ่มักเกี่ยวข้องไปสู่การคอร์รัปชันทางการเมืองมาเกี่ยวข้องด้วยทั้งสิ้นแล้ว “เยาวชนสามารถเข้าถึงการพนันได้ง่าย” จนมีอัตราการหยุดเรียนสูงขึ้น ทำให้เป็นนักเล่นการพนันหน้าใหม่ อันนำมาสู่ปัญหาการเพิ่มอาชญากรรมทุกพื้นที่ที่มีบ่อนการพนันนั้นผลตามมากลายเป็นว่า “รัฐต้องเพิ่มต้นทุน” ในการใช้เจ้าหน้าที่คอย กำกับดูแลมากกว่าเดิม ทั้งยังมีปัญหาทางสังคมเพิ่มสูงอีก แล้วต้องเสียเงินงบประมาณดูแลผู้ติดการพนันเฉลี่ย 2,000-10,000 เหรียญสหรัฐฯ/หัว/ปี สิ่งที่กังวลกว่านั้นคือ “กาสิโนออนไลน์ถูกกฎหมาย” เพราะด้วยเซิร์ฟเวอร์ถูกติดตั้งอยู่ต่างประเทศ และผู้เล่นออนไลน์ก็ใช้ชื่อปลอม “การกำกับดูแลจะทำได้ยากมาก” ฉะนั้น ตราบใดที่ประเทศไทยยังไม่มีกติกาพหุภาคีระดับโลกแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างรัฐต่อรัฐ จะไม่สามารถจับกุมผู้กระทำผิดเกี่ยวกับการพนันออนไลน์ได้เลยดังนั้นก่อน “ทำการพนันให้ถูกกฎหมาย” ต้องปรับโครงสร้างทางกฎหมาย และศึกษาให้ละเอียดรอบคอบกว่านี้ โดยเฉพาะผลกระทบทางสังคม และความเชื่อด้านทางศาสนาที่มิใช่ผลักให้ พม.เป็นผู้จัดทำมาตรการนำเสนอนั้น เพราะเรื่องนี้ใหญ่เกินกว่ากระทรวงใดกระทรวงหนึ่งจะรับผิดชอบได้ แต่ “รัฐบาล” ควรต้องเป็นเจ้าภาพและมีคำถามว่า “เปิดกาสิโนจัดเก็บภาษีเข้ารัฐเพิ่มขึ้นจริงหรือไม่” ตามการศึกษาในหลายประเทศ “รายได้จะเพิ่มขึ้น 0.4–0.5%” แต่เกิดจากการจ้างงานและปัญหาว่า “กมธ.ตั้งธงเปิดกาสิโนเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ” ดังนั้น การจ้างคงต้องเป็นผู้ใช้ภาษาดี ที่หนีไม่พ้นแรงงานต่างด้าวที่พูดอังกฤษได้ดีกว่าคนไทยศ.พิเศษ วิชา มหาคุณ คณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.รังสิต อดีตกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) บอกว่า การศึกษาการเปิดสถานบันเทิงแบบครบวงจรฯ ถูกออกแบบตั้งธงแต่แรกแล้วว่า “จะเปิดบ่อนการพนันถูกกฎหมายอย่างเสรี” ด้วยการแอบซ่อนไว้ในรายงานฉบับนี้โดยไม่เขียนรายละเอียดให้ชัดเจน หนำซ้ำรายงานฉบับนี้กลับนำเสนอเฉพาะ “ข้อดีที่ไร้ซึ่งผลกระทบทางสังคม” คาดหวังต่อรายได้มหาศาลจากการเปิดบ่อนการพนันเสรีแล้วยังขยายไปถึง “การพนันออนไลน์” ทั้งที่ควรต้องศึกษาแยกออกจาก “เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์” เพราะประเทศที่เปิดบ่อนกาสิโนแล้วมักไม่ยอมให้เปิดการพนันออนไลน์ควบคู่กัน“ด้วยเหตุเยาวชนเข้าถึงง่ายกลายเป็นหมกมุ่นส่งผลเสียไม่อาจคำนวณเป็นเงินได้ ตามที่เคยนั่งเป็นฝ่ายบริหารศาลเยาวชนมามักพบจุดอ่อนครอบครัวไทยผู้ปกครองควบคุมบุตรไม่ได้กว่า 70% ปล่อยทำตามใจชอบแล้วคิดดูว่าประเทศไทยเปิดการพนันเสรีเยาวชนจะถูกสร้างขึ้นมาแบบจริยธรรมคุณธรรมย่ำแย่ขนาดใด” ศ.พิเศษ วิชา ว่าตอกย้ำด้วย “บ่อนการพนันมักเป็นแหล่งฟอกเงินใหญ่สุดในโลก” เป็นที่รองรับกระบวนการทุจริตคอร์รัปชันที่กำลังแพร่ขยายอย่างไม่มีที่สิ้นสุดอย่างเช่น “ประเทศจีน” ทำให้มีการปราบปรามจับกุมข้าราชการระดับสูง “คอร์รัปชันนำเงินไปฟอกในบ่อนการพนัน” แล้วรัฐบาลก็ห้ามให้ข้าราชการเข้าบ่อนการพนันเป็นอันขาด แม้แต่สมัยเป็นกรรมการ ป.ป.ช.ก็เคยมีข้าราชการระดับสูงคนหนึ่งถูกกล่าวหาทุจริตรับสินบนจากการร่ำรวยผิดปกติ ก็อ้างว่าได้เงินมาจากการเล่น การพนันที่บ่อนออสเตรเลีย เมื่อตรวจสอบแล้วไม่เป็นความจริงฉะนั้น การเปิดบ่อนการพนันเสรีอาจเป็นแหล่งข้อกล่าวอ้างในการแสดงบัญชีทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญว่า “ร่ำรวยได้เงินมาจากการเล่นการพนันถูกต้องตามกฎหมาย” จนไม่อาจตรวจสอบบัญชีบุคคลนั้นได้เพราะมีข่าวลือเสมอว่า “ผู้มีอำนาจ” มักสามารถบิดเบือนความจริง หรือสร้างพยานหลักฐานอันเป็นเท็จได้ตลอดอย่าลืมว่ากระบวนการคอร์รัปชันมักนำเงินมาฟอกด้วยการเล่นพนันมากที่สุดในโลกจึงต้องคิดกันให้ดีจริงๆแล้ว “ความพยายามจัดการให้บ่อนการพนันถูกกฎหมายเสนอเข้าสู่สภาฯไม่ใช่ครั้งแรก” หากย้อนกลับไปเดือน ต.ค.2554 คราวนั้น “รัฐบาล” อนุมัติร่าง พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ. ...เพื่อทำให้การพนันกลายเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วจะยกเลิก พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ผลคือ “หนี้จากการเล่นพนัน” จะสามารถบังคับได้ตามกฎหมายนั่นหมายความว่า “กรณีหนี้จากการพนัน” ที่มักเป็นหนี้ถูกข่มขู่คุกคามอยู่ประจำ “ด้วยการบังคับให้ทำสัญญากู้ยืมเงิน” เดิมถ้านำสืบในชั้นศาลแล้วมักเป็นหนี้ขัดต่อกฎหมายต้องตกเป็นโมฆะ “แต่เมื่อเปิดบ่อนการพนันถูกกฎหมาย” ที่ถูกเขียนรองรับเอาไว้แล้วว่า “หนี้การพนัน” จะสามารถใช้ได้โดยชอบด้วยกฎหมายทันที ยิ่งกว่านั้น “เมื่อการพนันกลายเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายแล้ว” หนี้นั้นย่อมเป็นเหมือนสัญญาณอันชอบด้วยกฎหมายทั่วไปแน่นอนว่า “ย่อมตกเป็นมรดก” ที่ลูกหลานจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการชดใช้แทน “พ่อแม่” ที่เคยเข้าไปเล่นการพนันจนติดหนี้ติดสินค้างไว้ตลอดกาลนานจนกว่าจะชำระครบหมดสิ้นนั้นนี่เป็นผลกระทบทางสังคมบางส่วนที่ไม่มีในรายงานศึกษาการเปิดเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ “จึงย้ำอย่าเพิ่งด่วนสรุปเร่งให้การพนันถูกกฎหมาย” โดยที่ไม่มีความพร้อมในการกำกับดูแลควบคุมอันจะนำมาสู่ปัญหามากมาย เพราะเรื่องนี้มีผู้ได้ประโยชน์แค่ไม่กี่คน แต่คนรับผลกระทบจะตามมาอีกมาก.