จับตาผู้ป่วยโควิด-19 เสียชีวิตในไทยยังสูง “หมอนิธิพัฒน์” ชี้ถ้านับรวมที่ไม่ได้รายงานเพราะโควิดเป็นเหตุตายโดยอ้อมตัวเลขอาจพุ่งราว 50+คน ส่วนการติดเชื้อรายใหม่ทรงตัว รอลุ้นยอดติดเชื้อย้อนหลังของสัปดาห์ก่อน สอดคล้องกับข้อมูล “หมอธีระ” ยอดตายไทยสูงเป็นอันดับ 13 ของโลก อันดับ 4 ของเอเชีย ขณะที่องค์การอนามัยโลกระบุโอมิครอนครองการระบาดทั่วโลกเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ สายพันธุ์ย่อย BA.5 ยังแรง มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ครองเกือบ 70 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมดไทยยังต้องเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) เมื่อผู้ป่วยโควิด-19 เสียชีวิตเพิ่มต่อเนื่อง ตั้งแต่ 1 ม.ค.2565 หรือ 7 เดือนกว่า มีผู้เสียชีวิตสะสมทะลุเกิน 1 หมื่น ศพแล้ว และเมื่อวันที่ 13 ส.ค. ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 (ศบค.) รายงานไทยพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 2,140 คน เป็นการติดเชื้อในประเทศ 2,132 คน มาจากเรือนจำและสถานที่ต้องขัง 7 คน เดินทางจากต่างประเทศ 1 คน หายป่วยเพิ่มขึ้น 1,898 คน อยู่ระหว่างรักษา 21,791 คน อาการหนัก 912 คน ใส่ท่อช่วยหายใจ 482 คน ขณะเดียวกัน ผู้ป่วยเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 35 คน อายุ 23-97 ปี ทำให้ตั้งแต่ปี 2563 มียอดผู้ติดเชื้อยืนยันสะสม 4,618,562 คน หายป่วยสะสม 4,565,063 คน ผู้เสียชีวิตสะสม 31,798 คน ส่วนรวมยอดฉีดวัคซีนของวันที่ 12 ส.ค.2565 ฉีดได้เพิ่ม 61,920 โดส แยกเป็นเข็มที่ 1 : 6,633 ราย เข็มที่ 2 : 11,678 ราย เข็มที่ 3 : 43,609 รายด้าน รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบการหายใจและวัณโรค ภาควิชาอายุร ศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โพสต์เฟซบุ๊กว่าสถานการณ์โควิดที่บ้านริมน้ำ (รพ.ศิริราช) ในวันที่สองของการหยุดยาว ยังเบาบางลงอย่างต่อเนื่อง ไม่ต่างจากตัวเลขในระดับชาติ แต่ต้องรอลุ้นตัวเลขย้อนหลังของสัปดาห์ก่อนที่คงจะได้เห็นกันเร็วๆนี้ อย่างไรก็ตาม อย่าเพิ่งเหลิงและการ์ดตก เพราะเรายังมีผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรอยู่อีกพอควร ถ้านับรวมรายที่ไม่ได้รายงานเพราะโควิดเป็นเหตุตายโดยอ้อม ที่มีอีกราว 30 เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขรวมก็น่าจะอยู่ที่ราว 50+ คน ถ้าประมาณการจากตัวเลขอัตราตายของประเทศยักษ์ใหญ่ที่อยู่ระหว่าง 0.05-0.1 เปอร์เซ็นต์ของผู้ติดเชื้อ ขณะนี้บ้านเราน่าจะมีผู้ติดเชื้อจริงระหว่างวันละห้าหมื่นถึงหนึ่งแสนคน แต่ถ้าให้ดีที่สุดไม่ควรมีคนที่เรารักรายใดต้องเซ่นสังเวยชีวิตให้กับโควิด ถ้าเราฉีดวัคซีนกันครบและมีวินัยเคร่งครัดระมัดระวังตัวรศ.นพ.นิธิพัฒน์ระบุด้วยว่า สำหรับสายพันธุ์ย่อยที่กลายพันธุ์ไปและมีการประโคมข่าวให้ดูน่ากลัว เท่าที่เช็กข่าวล่าสุด ยังไม่มีรายงานความน่าวิตกกังวลออกมา สำหรับตนให้ดูง่ายๆ ถ้าเป็นสายพันธุ์ย่อยของโอมิครอนที่เป็นเลขทศนิยมสองตำแหน่งจากบรรพบุรุษที่ตอนนี้ยังเหลือแอ็กทีฟอยู่คือ BA.2, BA.4, และ BA.5 เช่น BA.2.75, BA.2.76 เป็นต้น หรือที่พบใหม่ซิงๆ จนยังไม่มีเลขกำกับ เช่น Omicron XAK ให้ถือว่าตระหนักได้แต่ยังไม่ต้องไปตระหนก เพราะแม้มีการผันแปรทางพันธุกรรมไป แต่ส่วนที่สำคัญยังยึดโยงกับบรรพบุรุษอยู่ ทำให้ไม่ดื้อต่อภูมิคุ้มกัน ไม่ให้อาการรุนแรงหรือตายที่ได้จากการติดเชื้อบรรพบุรุษ หรือภูมิที่ได้จากการฉีดวัคซีน ขณะเดียวกัน รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กถึงสถานการณ์ระบาดของไทยว่า จากข้อมูล Worldometer เช้าวันที่ 13 ส.ค.จำนวนเสียชีวิตเมื่อวันที่ 12 ส.ค.สูงเป็นอันดับ 13 ของโลก และอันดับ 4 ของเอเชีย อัปเดตจากองค์การอนามัยโลก เมื่อ 10 ส.ค.ที่ผ่านมา โอมิครอนครองการระบาดทั่วโลกกว่า 99 เปอร์เซ็นต์ หากดูสายพันธุ์ย่อย BA.5 ยังมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดสูงเกือบ 70 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด ในขณะที่ BA.2 เหลือเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ และ BA.2.12.1 เหลือ 1.3 เปอร์เซ็นต์ และ BA.4 ลดลงเหลือ 9.1 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ ส่วนสายพันธุ์ย่อยอื่นๆ ที่เป็นข่าวมาก่อนหน้านี้ เช่น BA.2.75 ยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดรศ.นพ.ธีระระบุอีกว่า อัปเดตลองโควิด งานวิจัยล่าสุดเมื่อวันที่ 12 ส.ค.2565 โดย Haberland E และคณะจากประเทศเยอรมนี เผยแพร่ในวารสาร International Journal of Clinical Practice ศึกษาในผู้ติดเชื้อโรคโควิด-19 จำนวน 206 คน ที่ติดเชื้อแล้วมีอาการน้อย ส่วนใหญ่ไม่ได้รักษาตัวในโรงพยาบาล เปรียบเทียบกับกลุ่มประชากรที่เพศและอายุใกล้เคียงกัน ซึ่งไม่ได้ติดเชื้อโควิด-19 สาระสำคัญที่พบคือ หลังจากที่หายป่วยจากการติดเชื้อไปแล้ว เมื่อประเมิน 7 เดือนถัดมา พบว่ากลุ่มผู้ที่เคยติดเชื้อมาก่อน จะมีผลประเมินเรื่องสมรรถนะการใช้ชีวิตประจำวันลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และยังพบว่ากลุ่มคนที่เคยติดเชื้อมาก่อนจะมีผลคะแนนประเมินด้านคุณภาพชีวิตต่ำกว่ากลุ่มที่ไม่ติดเชื้ออีกด้วย ผลการศึกษาข้างต้น ย้ำเตือนให้เราเห็นถึงความสำคัญในการป้องกันตนเองอย่างสม่ำเสมอ การ ป้องกันตนเองไม่ให้ติดเชื้อย่อมดีที่สุดด้าน ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กว่าการระบาดโควิด-19 ขณะนี้เป็นการระบาดระลอกใหญ่ นับจำนวนไม่ได้ เพราะส่วนใหญ่อาการไม่มาก ตั้งแต่มกราคมเป็นต้นมา และมาเข้าสูงสุดในช่วงฤดูฝน ตามฤดูกาลของโรคทางเดินหายใจ และจะเริ่มลดลงหลังเดือนกันยายน กระทั่งกลางตุลาคมไปแล้วจะน้อยลง ยากที่จะนับยอดว่าแต่ละวันมีผู้ป่วยติดเชื้อเท่าไหร่ แต่ละบ้านก็จะติดกันจำนวนมากในบ้าน วัคซีนกี่เข็ม ยี่ห้ออะไร ไม่มีวัคซีนเทพ ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ แต่ลดความรุนแรงของโรคลง ในอเมริกาการติดเชื้อก็ไม่ได้ลดลง แต่ภาพรวมของทั่วโลกความรุนแรงลดลง ภูมิต้านทานที่ดีที่สุดขณะนี้ คือภูมิต้านทานที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ จากการติดเชื้อ และจะดียิ่งขึ้นคือ ภูมิต้านทานแบบลูกผสม ฉีดวัคซีนร่วมกับการติดเชื้อ น่าจะป้องกันความรุนแรงของครั้งต่อๆไปได้ดียิ่งขึ้น