คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติเคาะแล้ว ปรับลดสถานะ “โรคโควิด-19” จาก “โรคติดต่ออันตราย” เป็น “โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง” มีผล 1 ต.ค.นี้ “อนุทิน” ยันไม่กระทบประชาชน ทุกคนยังเข้าถึงการรักษาตามสิทธิ รวมถึงฉีดวัคซีนฟรี พร้อมแก้ปัญหาการจัดสรรยาต้านไวรัส ไฟเขียว 1 ก.ย.นี้ รพ.จัดซื้อได้เอง ให้ สปสช.กำหนดราคากลาง แต่ต้องซื้อจากบริษัทที่ขึ้นทะเบียนกับ อย. ขณะที่คนติดโควิด-19 ในประเทศยังพุ่งป่วยเข้า รพ.รายวัน ทะลุ 1.8 พันคน ผู้เสียชีวิต 34 คน ส่วนยอดตรวจ ATK+ ทะลุเกิน 2 แสนคนต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่สาม พบส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์ BA.4/BA.5 ส่วนสายพันธุ์ BA.2.75 ที่พบมากในอินเดีย ไทยเจอแล้ว 5 คน มี 1 คนอาการหนัก เป็นชายสูงวัย ป่วยติดเตียง ส่วนการตรวจเชื้อฝีดาษลิง หนุ่มฝรั่งเศสที่เกาะช้างผลกรมวิทย์-รพ.จุฬาฯตรงกันยืนยันเป็นลบ ไทยยังต้องลุ้นผู้ติดเชื้อทั้งโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา-2019 (โควิด-19) และฝีดาษลิงรายวัน เมื่อ วันที่ 8 ส.ค. นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายก รัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข เปิดเผยที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ถึงผลการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ว่าที่ประชุมเห็นชอบปรับโรคโควิด-19 จากโรคติดต่ออันตรายเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง มีผลวันที่ 1 ต.ค.2565 เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์โรคในปัจจุบัน การลดระดับดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชน ทุกคนยังเข้าถึงการรักษาตามสิทธิ รวมถึงการรับวัคซีนเข็มกระตุ้นยังรับได้ฟรีเช่นเดิม ส่วนการจัดซื้อยาให้ รพ.ในสังกัดต่างๆทั้งรัฐและเอกชน จัดหาจัดซื้อยาต้านไวรัสได้เองตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.2565 ใช้กระบวนการเบิกค่ารักษาพยาบาลจากกองทุนเช่นเดียวกับการรักษาโรคติดเชื้ออื่นๆ เพื่อให้ประชาชนยังเข้ารับบริการได้ตามสิทธิ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เป็นผู้กำหนดราคาเพดานกลาง การจัดซื้อต้องเป็นบริษัทผู้ผลิตที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ส่วนองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ถือเป็นผู้จำหน่ายอีกราย กรณีโรงพยาบาลขนาดเล็กสามารถรวมกลุ่มในเขตสุขภาพ เพื่อต่อรองราคาในการจัดซื้อได้ ส่วนสถานการณ์ฝีดาษลิงนั้น ไทยยังเฝ้าระวังเข้มงวดและควบคุมสถานการณ์ได้ทั้งนี้ ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 หรือ ศบค.รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ในประเทศประจำวัน พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ เข้ารักษาใน รพ. 1,842 คน หายป่วยเพิ่ม 2,015 คน อยู่ระหว่างรักษา 21,319 คน อาการหนัก 953 คน ใส่ท่อช่วยหายใจ 487 คน เสียชีวิตอีก 34 คน นอกจากนี้ กรมควบคุมโรค รายงานจำนวนผู้ติดเชื้อนอกโรงพยาบาล (ATK+) สัปดาห์ที่ 31: วันที่ 31 ก.ค.-6 ส.ค.2565 มีจำนวน 235,753 คน ซึ่งเป็นการติดเชื้อกว่า 2 แสนรายต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 3 และมากกว่าสัปดาห์ที่ 30 (วันที่ 24-30 ก.ค.) ที่มีจำนวน 201,554 คนและสัปดาห์ที่ 29 (วันที่ 17-23 ก.ค.) มีจำนวน 204,615 คน ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2563 ไทยมียอดผู้ติดเชื้อยืนยันสะสม 4,607,451 คน หายป่วยสะสม 4,554,502 คน ผู้เสียชีวิตสะสม 31,630 คน ส่วนภาพรวมยอดฉีดวัคซีนเมื่อวันที่ 7 ส.ค.2565 ยอดฉีดทั่วประเทศ 29,942 โดส จำแนกเป็นเข็มที่ 1 : 2,456 คน เข็มที่ 2 : 3,719 คน และเข็มที่ 3 : 23,767 คนขณะที่ใน กทม.พบผู้ป่วยรายใหม่ 1,436 คน เป็นป่วยใน กทม.1,279 คน ป่วยจากที่อื่นมารักษาใน กทม.157 คน เสียชีวิตประจำวัน 5 คน โดย 10 เขตพบผู้ติดเชื้อสูงสุดได้แก่ 1.ลาดพร้าว 119 คน 2.คลองสามวา 112 คน 3.มีนบุรี 108 คน 4.หนองจอก 97 คน 5.ลาดกระบัง 92 คน 6.บางแค 85 คน 7.ภาษีเจริญ 60 คน 8.หนองแขม 49 คน 9.ทวีวัฒนา 48 คน และ 10.บึงกุ่ม 42 คน ด้าน นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แถลงข่าวการเฝ้าระวังสายพันธุ์โรคโควิด-19 และสายพันธุ์ฝีดาษลิงว่า สายพันธุ์โควิด-19 ในไทยนั้น สัปดาห์ที่ผ่านมามีการตรวจรหัสพันธุกรรมสายพันธุ์โควิด-19 จำนวน 382 ตัวอย่าง พบเป็น BA.1 จำนวน 1 คน BA.2 จำนวน 58 คน BA.4/BA.5 จำนวน 322 คน และ BA.2.75 จำนวน 1 คน จำนวนดังกล่าวเป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 22 คน พบเป็น BA.4/BA.5 ทั้งหมด ในประเทศ 360 คน ส่วนใหญ่เป็น BA.4/BA.5 เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ใน กทม.พบสัดส่วน ร้อยละ 92 ภูมิภาค ร้อยละ 80 เมื่อถอดรหัสแยกสายพันธุ์ BA.4 และ BA.5 พบเป็น BA.5 ร้อยละ 77 และ เป็น BA.4 ร้อยละ 22 ทั้งยังไม่สามารถสรุปว่า BA.5 รุนแรงมากกว่า BA.1 และ BA.2 มากน้อยเพียงใด ส่วนสายพันธุ์ BA.2.75 ที่พบมากในอินเดีย มีรายงานในฐานข้อมูลโควิดโลกพบ 1,434 คน ประเทศไทยพบรวม 5 คน มี 1 คนที่อาการหนัก เป็นชายไทย 62 ปี ภูมิลำเนาอยู่ จ.สงขลา เป็นผู้ป่วยติดเตียง รักษาอยู่ในห้องไอซียู ใส่ท่อช่วยหายใจ มีประวัติไม่เคยรับวัคซีนมาก่อนเนื่องจากแพ้ง่ายนพ.ศุภกิจกล่าวด้วยว่า ที่มีข่าวพบสายพันธุ์ BA.4.6 มากขึ้นนั้น เป็นสายพันธุ์ย่อยโอมิครอน ตำแหน่งกลายพันธุ์เหมือนเดลตาและเบตาบางส่วน พบตั้งแต่ปี 2020 ในฐานข้อมูลโลกพบ 6,819 ตัวอย่าง โดยเฉพาะเดือน ก.ค.พบมากในอังกฤษและสหรัฐอเมริกา องค์การอนามัยโลกยังไม่ได้จัดให้เป็นสายพันธุ์อะไร ทั้งยังไม่มีข้อมูลหลบภูมิคุ้มกันและแพร่เร็วหรือไม่ ส่วนประเทศไทยยังไม่พบสายพันธุ์นี้แต่ก็เฝ้าระวังอยู่ส่วนเชื้อฝีดาษลิงนั้น นพ.ศุภกิจกล่าวว่า สายพันธุ์ที่พบในโลกและไทย เป็นแอฟริกาตะวันตก มี B.1 กับ A.2 มีรายงานผู้ป่วยทั่วโลกประมาณ 30,000 คน ส่วนใหญ่เป็น B.1 ส่วนไทยเนื่องจากเพิ่งพบเพียง 4 คน พบ A.2 มากกว่า โดยในกรณีชายไนจีเรีย ชายเยอรมัน และหญิงไทยรายล่าสุด เป็น A.2 ส่วนชายไทยอายุ 47 ปี ที่ รพ.วชิระพยาบาลเป็น B.1 ทั้ง 2 สายพันธุ์อาการไม่ค่อยรุนแรง ผู้ป่วย 30,000 คนทั่วโลก เสียชีวิต 5 คน ทั้งนี้กรมวิทย์ได้เพาะเชื้อฝีดาษลิงจนได้จำนวนไวรัสมากพอสมควร จะทำการทดสอบกับผู้ที่เคยปลูกฝีดาษคนในอดีตเพื่อทดสอบภูมิคุ้มกันต่อฝีดาษลิง กำลังเปิดรับอาสาสมัครขอเลือดผู้ที่เคยปลูกฝีดาษมาแล้วในกลุ่มอายุ 40 ปี 50 ปี และ 60 ปี กลุ่มละประมาณ 10 คน เพื่อทดสอบ โดยใช้เวลา 1 สัปดาห์จะทราบผลนพ.ศุภกิจกล่าวอีกว่า กรณีนักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศสที่ จ.ตราด สงสัยเป็นฝีดาษลิง ได้นำสิ่งส่งตรวจจากคอและเลือดมาตรวจที่กรมวิทย์แล้วให้ผลเป็นลบ ส่วนเชื้อที่แผลเนื่องจากผลยังไม่สมบูรณ์ได้ประสานนำเชื้อมาตรวจเพิ่ม ขณะนี้ศูนย์วิทยาศาสตร์ในพื้นที่ รวมถึงห้องปฏิบัติการ รพ.หลายแห่งสามารถตรวจเชื้อฝีดาษลิงได้ ย้ำว่าขอให้เป็นกลุ่มเสี่ยงที่จำเป็นต้องตรวจ โดยเฉพาะพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว ขณะที่ นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงกรณีเดียวกันว่า นักท่องเที่ยวชายชาวฝรั่งเศส อายุ 32 ปี ที่มีอาการผิดปกติระบบทางเดินปัสสาวะ มีตุ่มขึ้นที่อวัยวะเพศ ไปพบแพทย์จนอาการดังกล่าวหาย ต่อมาพบตุ่มขึ้นที่มือ เดินทางเข้ารับการตรวจคัดกรองที่ รพ.ตราด ได้เก็บตัวอย่างส่งตรวจหาเชื้อฝีดาษลิง และผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการยืนยันจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และห้องปฏิบัติการที่ศูนย์โรคอุบัติใหม่ด้านคลินิก TRC-EIDCC โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ยืนยันไม่พบเชื้อฝีดาษลิงนพ.โอภาสกล่าวอีกว่า ยืนยันไทยมีผู้ป่วยฝีดาษลิง 4 คน ผู้เข้าเกณฑ์ป่วยเป็นผู้ป่วยสงสัย 36 คน ผู้สัมผัส 44 คน ครบการกักตัวแล้วทั้งหมด 7 คน และผลตรวจทางห้องปฏิบัติการผู้ป่วยสงสัย 35 คน ไม่พบเชื้อฝีดาษลิง รอผล 1 คน ทั้งนี้กรมควบคุมโรคได้กำชับไปยังกองด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศและกักกันโรค และด่านควบคุมโรคติดต่อท่าอากาศยานนานาชาติ ให้ตรวจคัดกรองผู้ที่เดินทางมาจากประเทศที่มีการแพร่ระบาดอย่างเข้มงวด และเฝ้าระวังในสถานพยาบาล หากพบผู้ที่มีอาการตุ่มฝีตุ่มหนองขึ้นตามอวัยวะต่างๆของร่างกาย ให้รีบส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ และหากผลเป็นบวกติดเชื้อจะรีบเข้าไปควบคุมกลุ่มเสี่ยงไม่ให้แพร่กระจายเชื้อต่อทันทีสำหรับสถานการณ์โรคระบาดทั้งโควิด-19 และฝีดาษลิงทั่วโลก วันเดียวกัน สำนักข่าวแขมร์ไทมส์ รายงานอ้างการเปิดเผยของโฆษกสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองกัมพูชาว่า นายออสมอนด์ ชีฮาซิริม ชาวไนจีเรีย วัย 27 ปี ที่ติดเชื้อฝีดาษลิงและหลบหนีจากไทยเข้ามาในกัมพูชา จะอยู่ภายใต้ความดูแลของเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นเวลา 1 สัปดาห์ เพื่อดำเนินคดีฐานลักลอบเข้าเมือง อาจได้รับโทษจำคุก 3-6 เดือน ก่อนจะถูกเนรเทศออกจากกัมพูชา ส่วนที่สหรัฐอเมริกา ผู้เชี่ยวชาญโรคติดต่อออกคำเตือนว่า สถานการณ์การระบาดของฝีดาษลิงในสหรัฐฯ กำลังรุนแรง มีผู้ติดเชื้อแล้วกว่า 7,500 คน ถึงไม่ได้เป็นชาวรักร่วมเพศ ชายมีเพศสัมพันธ์กับชายอย่าชะล่าใจ เพราะการกอดจูบ หรือจับมือกับผู้ติดเชื้อที่แสดงอาการป่วยและเปื้อนสารคัดหลั่งก็สามารถติดเชื้อได้