ทำดีที่สุด เพื่อทุกชีวิต ปณิธานในการทำงานที่ทุกคนในกรมการแพทย์ยึดถือมาโดยตลอด2 ปีกว่าของการระบาดของโรคโควิด-19 ประชาชนคนไทยทุกคนได้เห็นถึงความมุ่งมั่นทุ่มเทของบุคลากรทางการแพทย์ทุกสาขา ที่ช่วยกันระดมสรรพกำลังรักษาผู้ป่วยอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ทั้งที่เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล โรงพยาบาลสนาม ศูนย์พักคอยในชุมชน รวมทั้งการติดตามอาการผู้ป่วยในระบบกักตัวที่บ้าน และช่วยกันป้องกันโรคด้วยการลงพื้นที่ฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ตลอดจนวางมาตรการและให้คำแนะนำประชาชนในการป้องกันโรคร้ายนี้ แม้โรคโควิด-19 จะสร้างวิกฤติให้กับทุกคนทั่วโลก แต่ขณะเดียวกันก็สร้างโอกาสใหม่ให้กับแวดวงการแพทย์และสาธารณสุข โดยนำไปสู่ การแพทย์วิถีใหม่และในปี 2565 ซึ่งเป็นโอกาส ครบรอบ 80 ปีของกรมการแพทย์ ได้มีการกำหนดเป้าหมายในการดำเนินงานที่สำคัญไว้คือ การสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งที่ยิ่งใหญ่ เพื่อให้การก้าวสู่ปีที่ 80 ได้อย่างเข้มแข็ง นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ ขยายความถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่นี้ว่า “การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ การนำบริการทางการแพทย์ออกจากโรงพยาบาลไปหาคนไข้ หรือเรียกง่ายๆ คือนำหมอไปหาคนไข้นั่นเอง เป็นการยึดตัวคนไข้เป็นหลัก เพื่อให้การบริการแบบรายบุคคล หรือ Personal Base โดยตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.2565 เป็นต้นไป จะนำร่องการให้บริการแบบ Home Ward หรือทำวอร์ดรักษาคนไข้ที่บ้าน โดยกำหนดเส้นทางคนไข้ หรือ Patient Journey ซึ่งจะดูว่าคนไข้เวลามาโรงพยาบาลต้องทำอะไรบ้าง แล้วก็วางกระบวนการต่างๆ และนำระบบดิจิทัลเข้ามาช่วย เบื้องต้นจะนำร่องโรคติดต่อไม่เรื้อรัง ซึ่งดูแลผู้ป่วยที่บ้านได้ เช่น ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ซึ่งต้องมาโรงพยาบาลแต่เช้าเพื่อเข้าคิวเจาะเลือด จากนั้นก็พบแพทย์เพื่ออ่านผลและจ่ายยา แล้วก็กลับบ้าน จากนี้จะใช้วิธีเจาะเลือดที่บ้านหรือสถานพยาบาลที่ใกล้บ้าน จากนั้นส่งผลทางออนไลน์ให้หมออ่านผล และคุยกับคนไข้ด้วยระบบแพทย์ทางไกล หรือ Telemedicine แล้วสั่งจ่ายยาโดยส่งยาทางไปรษณีย์ หรือคนไข้แผลกดทับ ซึ่งเมื่อมีอาการถึงระดับหนึ่งจะต้องนอนในโรงพยาบาล แต่พบว่าคนไข้บางรายแผลกลับแย่ลง แต่ถ้าอยู่บ้านจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น หรือ การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ทั้งนี้ จะทำได้ต้องมีปัจจัยคือ 1.ภาวะของคนไข้ 2.ติดตามประเมินผลได้ คือต้องมีระบบรองรับแพทย์ทางไกล และ 3.มีการตัดสินใจร่วมกันระหว่างครอบครัวคนไข้และทีมวิชาชีพ ขณะที่การปรับเปลี่ยนสำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือ การปรับระบบการบริหารงาน จากระบบราชการ ที่สั่งการจากบนลงล่าง ไปเป็นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ซึ่งจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา กรมและกระทรวงสาธารณสุข ได้รับความร่วมมือจากทั้งกรุงเทพมหานคร กระทรวงกลาโหม โรงเรียนแพทย์ โรงพยาบาลเอกชน ภาคประชาชน ได้แก่ เพจต้องรอด เพจเส้นด้าย เพจเป็ดไทยมาช่วยเหลือ ทำให้ทราบปัญหาของประชาชนเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหา และความร่วมมือในรูปแบบดังกล่าวจะเดินหน้าต่อไป รวมทั้งการปรับโฉมโรงพยาบาล โดยเฉพาะแผนกผู้ป่วย นอกให้มีรูปลักษณ์ที่ทันสมัย คนไข้รอคิวไม่นาน” อธิบดีกรมการแพทย์กล่าว สำหรับการจัดงานครบรอบ 80 ปีกรมการแพทย์ ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 8-10 ก.ค.2565 ที่บางกอกคอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ โดยกรมการแพทย์ นำหน่วยงานทางการแพทย์ในสังกัดจัดบริการแบบเคลื่อนที่ให้กับประชาชน โดยนำ ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ 13 ด้าน ประกอบด้วย 1.ด้านระบบสมอง ที่ให้บริการคัดกรองความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง และบริการคัดกรองภาวะสมองเสื่อม 2.ด้านการมองเห็น ให้บริการตรวจสุขภาพและคัดกรองโรคต้อกระจก ต้อหิน และเบาหวานขึ้นจอตา รวมทั้งบริการ Lid Spa นวดและทำความสะอาดเปลือกตาเพื่อบรรเทาอาการตาแห้ง 3.ด้านการได้ยิน ให้บริการตรวจการได้ยินด้วยเครื่องวัดพร้อมตู้เก็บเสียงมาตรฐาน บริการตรวจช่องหู 4.ด้านโรคจากการทำงานและสิ่งแวดล้อม 5.ด้านสุขภาพฟัน 6.ด้านโรคมะเร็งและพยาธิวิทยา 7. ด้านโรคเด็ก 8.ด้านโรคเกี่ยวกับกระดูกและข้อ 9.ด้านผู้สูงอายุ 10.ด้านการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพในกลุ่มผู้ติดยาและสารเสพติด 11.ด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพทาง การแพทย์ 12.ด้านการจัดบริการเพื่อพระภิกษุและสามเณร และ 13.ด้านโรค ผิวหนัง นอกจากนี้ยังมีการบรรยายและเสวนาเรื่องต่างๆ เช่น วันที่ 8 ก.ค.2565 จากคัดกรอง...สู่การรักษาโรคมะเร็ง : สิทธิประโยชน์ในหลัก ประกันสุขภาพที่คนไทยควรรู้, การรักษาอัมพาตเชิงรุกด้วยรถ Mobile Stroke Unit, ฉากทัศน์หลังการปลดล็อกเสรีกัญชาทางการแพทย์, COVID-19 จากโรคระบาด (Pandemic) สู่โรคประจำถิ่น (Endemic) และออกกำลังกายอย่างไรให้เหมาะสมกับหัวใจและปอด โดยในวันที่ 9 ก.ค.2565 จะมีพิธีเปิดโดย นายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข เป็นประธานเปิดพร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง ยกระดับการแพทย์ไทยเพื่อบริการประชาชน การแพทย์วิถีใหม่ New Normal Medical Service วันเดียวกัน นพ.สมศักดิ์ อธิบดีกรมการแพทย์ บรรยายพิเศษ เรื่อง ทิศทางการแพทย์และสาธารณสุขประเทศไทย ขณะเดียวกันยังมีการบรรยายอื่นๆที่น่าสนใจ เช่น การผ่าตัดกระดูกสันหลังไม่น่ากลัวอย่างที่คิด, การฝังเข็มโรคระบบประสาท, คืนรอยยิ้มด้วยการผ่าตัดเส้นประสาท, การดูแลผิวแต่ละช่วงอายุ และวันที่ 10 ก.ค.2565 เสวนาสูงวัยใส่ใจสุขภาพ ผู้สนใจลงทะเบียนร่วมงานได้ฟรี ผ่านคิวอาร์โค้ด หรือที่เว็บไซต์ กรมการแพทย์ www.dms.go.th “ทีมข่าวสาธารณสุข” เห็นด้วยกับการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดูแลผู้ป่วย โดยเน้นการรักษาแบบโฮมวอร์ด เพื่อลดความแออัดในโรงพยาบาล และให้สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตวิถีใหม่ รวมถึงการดำเนินการทางการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศ ที่เน้นการบูรณาการของทุกภาคส่วนแต่เราขอฝากว่า ทุกโครงการจะต้องดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ไม่ให้เกิดการสะดุดหรือขาดตอนเพื่อเดินเครื่องนำสังคมไทยสู่สุขภาวะ และฟื้นเศรษฐกิจประเทศเต็มสูบกันอีกครั้ง.ทีมข่าวสาธารณสุข