จากชัชชาติแลนด์สไลด์ กลายเป็นชัชชาติฟีเวอร์ ชัยชนะเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพฯแบบฟ้าถล่มดินทลาย ก่อกระแสความนิยมไม่เฉพาะแค่ กทม. แต่แพร่กระจายไปทั่วประเทศ อยากได้นายกรัฐมนตรีแบบ ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ มีเสียงเรียกร้องให้เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดที่มีความพร้อมแบบเดียวกับ กทม.แต่น่าจะเป็นข้อเรียกร้องที่ยากเย็นแสนเข็ญ ตราบใดที่ประเทศไทยอยู่ภายใต้การปกครองของ “กลุ่ม 3 ป.” เพราะเป้าหมายของการยึดอำนาจของคณะรัฐประหาร คสช. ไม่ใช่การสร้างประชาธิปไตยที่แท้ แต่มุ่งสกัดกั้นการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น คืนสู่การรวมศูนย์อำนาจสู่ส่วนกลาง ที่เรียกว่า รัฐราชการรวมศูนย์“การกระจายอำนาจ” หรือ “การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด” ไม่เพียงแต่เคยเป็นนโยบายของบางพรรค แต่รัฐธรรมนูญบางฉบับ เช่น ฉบับ 2540 ได้บัญญัติไว้ในนโยบายพื้นฐานของรัฐ ระบุว่าให้ “พัฒนาจังหวัดที่มีความพร้อม” ให้เป็นองค์กรปกครองท้องถิ่นขนาดใหญ่ โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนในจังหวัดนั้นๆพูดง่ายๆให้ยกสถานะของจังหวัดที่มีความพร้อมเป็น อปท.ขนาดใหญ่ทั้งจังหวัด มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการ เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร และเลือกตั้งสมาชิกสภาเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ เช่นเดียวกับ กทม.ที่ทำเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2518 หรือเป็นระบบที่ประชาชนชื่นชอบ มีประสิทธิภาพ ผู้ว่าฯต้องรับผิดชอบต่อประชาชนถึงแม้ทุกจังหวัดจะมีการเลือกตั้ง ทั้งนายกและสมาชิกขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) แบบเดียวกับ กทม. แต่เหมือนกับแค่มีการเลือกตั้ง แต่ต่างกันโดยสิ้นเชิงในการปฏิบัติหน้าที่ เพราะ อบจ. ขาดอิสระ ต้องอยู่ภายใต้การกำกับหรือขี่คอ ของผู้ว่าราชการจังหวัดที่เป็นข้าราชการภูมิภาค แต่งตั้งโดยมหาดไทยนับตั้งแต่มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการ กทม. เป็นจังหวัดแรกเมื่อ 47 ปีก่อน ยังไม่มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯจังหวัดอื่นๆ แม้แต่จังหวัดเดียว ทั้งๆที่สถานการณ์เปลี่ยน แปลงไปมาก ประชาชนมีการศึกษามากขึ้น มีมหาวิทยาลัยเกิดขึ้นทั่วประเทศ มีบัณฑิตเต็มบ้านเต็มเมือง สังคมชนบทกลายเป็นสังคมเมือง มีเมืองใหญ่ๆเกิดขึ้นทุกภาคเศรษฐกิจเปลี่ยนจากการพึ่งพาเกษตรกรรม มาเป็นอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม และภาคบริการ ประเทศกำลังก้าวสู่ยุคดิจิทัล แต่การเมืองกลับล้าหลังแบบสุดโต่ง ยังยึดแนวทางอำนาจนิยม ชอบเปลี่ยนรัฐบาลด้วยรัฐประหาร การเลือกตั้งเป็นแค่พิธีกรรม ขัดขวางทั้งประชาธิปไตยระดับชาติ และระดับท้องถิ่น จะถอยหลังสู่ยุคใดกันแน่.