เรื่องราวความเดือดร้อนของกลุ่มคนไทยถูกหลอกทำงานในประเทศกัมพูชาจากการจัดหางานนายหน้าผ่านช่องทาง “สื่อออนไลน์” อ้างว่ามีรายได้ดี แต่เมื่อมาถึงกลับถูกบังคับให้ทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือหลอกลวงให้ลงทุน เหยื่อรายใดไม่ยินยอมที่จะทำงานผิดกฎหมายจะถูกทำร้าย ถูกขายต่อไปยังจุดอื่น ถูกกักขัง หรือถูกเรียกค่าไถ่ ตำรวจไทยประสานความร่วมมือกับตำรวจกัมพูชาช่วยเหลือคนไทยในประเทศกัมพูชามากกว่า 700 ราย ตำรวจออกหมายจับเครือข่ายเกี่ยวข้องในความผิดฐาน “ค้ามนุษย์” และมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ดำเนินคดีกับนายหน้านำพาคนไทยที่ถูกหลอกออกตามช่องทางธรรมชาติเข้าประเทศกัมพูชามีผลทำให้ประเทศไทยอาจถูกลดอันดับการรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์จากทางการสหรัฐฯลงเป็นอันดับประเทศที่ต้องจับตามอง “Tier 2 Watch List” สร้างความเสียหายประเทศไทยในสายตาชาวโลกพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี สั่งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเร่งแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์อย่างเร่งด่วน รวมทั้งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งช่วยเหลือคนไทยที่ถูกหลอกอยู่ในประเทศกัมพูชา พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. สั่งให้ พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร และ ผอ. ศพดส.ตร. และ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วย ผบ.ตร. และรอง ผอ.ศพดส.ตร. สืบสวนจับกุมทลายเครือข่ายและช่วยเหลือคนไทยที่ถูกหลอกเดินทางกลับมายังประเทศไทยพล.ต.ท.สุรเชษฐ์สืบสวนพบว่า มีคนไทยถูก เครือข่ายคนจีนกักขัง บังคับ ควบคุมให้ทำผิดกฎหมายและมีคนไทยต้องการความช่วยเหลือ โดยส่งข้อมูลจุดที่ถูกควบคุมที่อยู่ในโรงแรม อาคาร ตึกร้าง อยู่ตามเมืองต่างๆ ข้อมูลพบว่า ตั้งแต่ปี 2564 จนถึงปัจจุบันมีคนไทยเข้าร้องขอความช่วยเหลือกรณีถูกหลอกมาทำงานผิดกฎหมายกับทางสถานทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ เชื่อว่ามีคนไทยมากกว่า 2,500 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนวัยทำงานหลงเชื่อการโฆษณาชวนเชื่อในสื่อออนไลน์ผ่าน “นายหน้า” อ้างเรื่องรายได้ โดยอาศัยช่วงสถานการณ์โควิด-19 แต่เป็นงานผิดกฎหมาย ทำหน้าที่แอดมินคอลเซ็นเตอร์ ล่อลวงให้เหยื่อลงทุน การพนันหรือหลอกโอนเงิน ผู้ถูกหลอกส่วนใหญ่เดินทางข้ามแดนประเทศกัมพูชาอย่างผิดกฎหมายพล.ต.ท.สุรเชษฐ์ พล.ต.ต.พนัญชัย ชื่นใจธรรม รอง ผบช.ภ.1 พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง รอง ผบช.สตม. พล.ต.ต.ศุภเศรษฐ โชคชัย รอง ผบช.ทท. พล.ต.ต.นิธิธร จินตกานนท์ รอง ผบช.น. พ.ต.อ.เขมรินทร์ พิศมัย ผกก.ตม.จ.ตราด ได้เดินทางเข้าประชุมหารือกับ พล.ต.ท.สม วรรณวีระ ผู้ช่วย ผบ.ตร.กัมพูชา ประสานความร่วมมือตามข้อมูลที่ได้รับร้องเรียนมาเพื่อช่วยเหลือคนไทยที่ถูกหลอกทำงานผิดกฎหมายเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกัมพูชาเข้าช่วยเหลือคนไทยใน 3 เมืองหลัก ได้แก่ เมืองปอยเปต เมืองพระสีหนุ และ กรุงพนมเปญ จุดแรกอาคารทาวน์โฮมหรู 10 ชั้น ถนน 149 ซี เขต 4 เมืองพระสีหนุ อาคารมีเหล็กดัดรักษาความปลอดภัยและกล้องวงจรปิด ป้องกันการหลบหนีอย่างเข้มงวด พบคนดูแลเป็นหญิงกัมพูชา ไม่ยินยอมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไทยและตำรวจกัมพูชาเข้าพบคนไทย โดยอ้างว่ากลุ่มคนไทยทั้งหมดที่ถูกควบคุมอยู่ติดหนี้สินในการทำงาน ต้องนำเงิน 1,500 ดอลลาร์มาให้ชาวจีนจึงจะได้รับการปล่อยตัวออกมา ระหว่างการเจรจามีปากเสียงกับเจ้าหน้าที่และกลุ่มคนจีนกว่าจะนำคนไทยที่ขอความช่วยเหลือ 24 รายออกมาได้อย่างปลอดภัย เหยื่อคนไทยบางรายพบตำรวจไทยถึงกับร้องไห้ ขอให้ช่วยเหลือกลับบ้านโดยเร็วที่สุดขณะที่อีกชุดปฏิบัติการเข้าตรวจค้นอาคารเป้าหมายอีก 2 จุดกลางกรุงพนมเปญพบว่า แก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้อพยพหนีออกจากตึกก่อนตำรวจเข้าตรวจค้น เหลือเพียงห้องโล่ง โต๊ะ และเอกสารเพียงบางส่วนพล.ต.ท.สุรเชษฐ์ นำกำลังปฏิบัติการใน 3 เมือง ทั้ง 2 วัน กลุ่มคอลเซ็นเตอร์ ตำรวจไทยและตำรวจกัมพูชาได้ช่วยเหลือคนไทยออกมาได้ 66 คน แบ่งเป็นกรุงพนมเปญ 31 คน เมืองพระสีหนุ 31 คน และสถานทูตเมืองพนมเปญ 2 คน และเมืองบาร์เว็ท 2 คน โดยจะมีการสอบสวนปากคำตามขั้นตอนกฎหมายประเทศกัมพูชาคนไทยที่ถูกช่วย เหลือบอกว่า “มีคนไทยที่ถูกนายทุนจีนเคลื่อนย้ายหลบหนีก่อนตำรวจจะบุกเข้าทลายอีกมาก เพราะข่าวรั่วไหลไปก่อน จนคนไทยบางส่วนถูกเคลื่อนย้ายจุดหลบหนีไปได้ จุดใดที่ยังอพยพไม่ทันนายทุนชาวจีนจะบังคับให้คนไทยเซ็นสัญญายอมรับหนี้สินเฉลี่ยหัวละ 1,500 ดอลลาร์สหรัฐ”หลังเปิดปฏิบัติการเข้าช่วยเหลือคนไทยที่ถูกหลอกพบว่า ยังมีคนไทยที่ถูกเคลื่อนย้ายจุดไปก่อนตำรวจเข้าตรวจค้น พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ พร้อมชุดสืบสวนยังปักหลักอยู่ประเทศกัมพูชาเพื่อนำข้อมูลการสอบสวนปากคำคนไทยที่เป็นเหยื่อประสานตำรวจกัมพูชาเข้าตรวจค้นเป้าหมายเพิ่มเติมเพื่อเร่งช่วยเหลือเหยื่อคนไทย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. กล่าวว่า “ตำรวจไทยและตำรวจกัมพูชาจะต้องมีการประสานร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด ต้องขอขอบคุณสำนักงานตำรวจแห่งชาติกัมพูชาที่ได้ให้การช่วยเหลือส่งตัวคนไทยที่ถูกหลอกมาทำงาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการค้ามนุษย์ นับตั้งแต่เดือน ต.ค.ปีที่ผ่านมา ได้มีการส่งคนไทยกลับมาแล้ว 700 คน และจากการประสานงานของ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วย ผบ.ตร. กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติกัมพูชาสามารถช่วยเหลือคนไทยเพิ่มเติมได้อีก 66 คน”พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วย ผบ.ตร. กล่าวว่า “การทำงานในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากตำรวจกัมพูชาทำให้เราช่วยเหลือคนไทยที่ต้องการเดินทางกลับไปยังประเทศไทย และประสานเจ้าหน้าที่ขอขยายผลในการเข้าจุดอื่นๆอีก ซึ่งจากการพูดคุยกับคนไทยที่ได้รับการช่วยเหลือออกมา มีบางคนพบเห็นการถูกทำร้าย กักขัง และข่มขู่เพื่อให้ยินยอมในการทำคอลเซ็นเตอร์หรือการหลอกลวงคนไทยให้ได้ทรัพย์สิน โดยมีคนไทยยังถูกบังคับอยู่กว่า 1,500 ราย เชื่อว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐรู้เห็นกับเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ขอเตือนคนไทยว่า งานสบายรายได้สูงไม่มีจริง และอย่าตกเป็นเหยื่อมาหลอกลวงเพื่อนร่วมชาติ”ความพยายามของตำรวจไทยเข้าประสานตำรวจกัมพูชาเร่งช่วยเหลือเหยื่อคนไทยถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงทำงานผิดกฎหมาย ถูกข่มขู่ บังคับ ทำร้ายร่างกายอย่างทารุณเข้าข่ายเป็นความผิดคดี “ค้ามนุษย์” ซึ่งเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลและ ตร. นอกจากช่วย “เหยื่อคนไทย” ที่ถูกหลอกเสมือนตกนรกทั้งเป็น ยังมีผลต่อรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ทางการสหรัฐฯ ที่ไทยถูกลดอันดับเป็นประเทศที่ต้องเฝ้าจับตามองที่มี พล.ต.ท.สุรเชษฐ์เป็นกลไกหลักขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของชาติ.ทีมข่าวอาชญากรรม