“เปิบกระชับมิตร” คือวิธีถนัด สมานรอยร้าวภายในรัฐบาลชุดนี้ หลังการประชุม ครม.นัดล่าสุด “นายกฯตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา “โชว์ป๋า” ปิดสโมสรราชพฤกษ์ นัดแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล มาร่วมหม่ำมื้อค่ำกระชับสัมพันธ์ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน “ป้อม-ป๊อก-ตู่” “พี่ใหญ่-พี่รอง-น้องเล็ก” แห่งทีม 3 ป. เพิ่งจะจัดเมนูเด็ด “กุ้งทอดกระเทียม” (น้ำมันเยิ้มๆ) ที่ “พี่ใหญ่บิ๊กบราเธอร์” ตั้งใจรังสรรค์เมนูกับมือโชว์หวานกันถี่ยิบ หวังกลบกระแสข่าวร้าวฉานหนักในหมู่พี่น้องและการนัดพรรคร่วมรัฐบาลทานอาหารค่ำหนนี้ ก็หนีไม่พ้นถูกมองว่าเป็นการสร้างภาพ ให้คนเห็นว่าเสถียรภาพรัฐบาลยังคงปึ้กอีกนัยหนึ่ง เป็นการเช็กเสียงเบื้องต้น ก่อนจะถึงศึกซักฟอกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลแม้บรรดาหัวหน้าแกนนำพรรคร่วม อย่าง “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ หัวหน้าภูมิใจไทย “ลูกท็อป” วราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ ประธานยุทธศาสตร์ฯ ชาติไทยพัฒนาจะการันตีเสียงแข็งว่า เสถียรภาพรัฐบาลยังดีเยี่ยม แสดงความมั่นใจว่า “บิ๊กตู่” จะอยู่ลากยาวไปจนครบเทอมต้นปี 2566ก็อย่างที่รู้ๆกันว่า สภาพภายในรัฐบาลนั้นง่อนแง่นเต็มที เพียงแต่ว่าช่วงนี้ยังไม่ใช่ช่วงที่เหมาะสม เลยต้องลากถูลู่ถูกังกันไปก่อนโดยความตั้งใจของ “บิ๊กตู่” อยากให้ยุบสภาหลังประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมเอเปกให้ได้สร้างภาพระดับโลก ดึงกระแสให้รัฐบาลก่อนยุบสภาเพราะเหลือไม่กี่ปัจจัยที่ “บิ๊กตู่” จะทำคะแนนได้แล้วแต่งานนี้ยังไม่แน่ว่าจะได้ปั่นกระแสความนิยม สมความตั้งใจหรือไม่ต้องไม่ลืมว่าชาติมหาอำนาจโลก ทั้ง สหรัฐอเมริกา รัสเซีย จีน ก็คงใช้ทุกเวทีระดับโลกมางัดข้อกันถึงวันนั้นยังไม่รู้ว่าสถานการณ์จะพัฒนาไประดับไหนที่สำคัญคือ พล.อ.ประยุทธ์จะเอาอยู่หรือไม่นอกจากนี้ยังมีเรื่องการแก้ไขกฎหมายลูก 2 ฉบับ ที่ค้างคาอยู่แค่สูตรการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่ “หมอระวี มาศฉมาดล” เสนอให้คงใช้สูตรพิสดาร คือสูตรจัดสรรปันส่วน ด้วยวิธีนับทุกคะแนนจากบัตรเลือกตั้ง ทั้งแบบ ส.ส.เขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อจากนั้นให้นำคะแนนหารด้วย 500 ตามจำนวน ส.ส.ทั้งสภา เพื่อหาค่าเฉลี่ย แล้วนำคะแนนของแต่ละพรรคมาหารด้วยค่าเฉลี่ย เพื่อให้ได้ ส.ส.พึงมีของแต่ละพรรค ก็เถียงกันหน้าดำคร่ำเครียดแล้วอ้าปากก็เห็นลิ้นไก่ คิดจะเอาแต่ได้โดยหลักการ วิธีคำนวณแบบจัดสรรปันส่วนนี้ เป็นสูตรพิสดารที่ “ซือแป๋” มีชัย ฤชุพันธุ์ และพวกวางยาเอาไว้เพื่อสืบทอดอำนาจให้ คสช.อยู่ในรัฐธรรมนูญ 60 ก่อนจะมีการแก้ไขมาใช้บัตรเลือกตั้ง2ใบยังไม่รู้ว่าหากยอมตามข้อเสนอของ “หมอระวี” จะเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดหรือไม่แต่อย่างว่าเมืองไทยอะไรก็เกิดขึ้นได้ มันอยู่ที่ผู้มีอำนาจตีความจะตีความไปตามเจตนารมณ์ของหลักกฎหมายหรือจะตีความไปตามความปรารถนาของผู้มีอำนาจที่ผ่านมาเราก็เห็นๆกันอยู่.เพลิงสุริยะ