ร่างกฎหมายลูกผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา ทั้งกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง และกฎหมายพรรคการเมือง ก้าวต่อไปคือการพิจารณาในขั้นคณะกรรมาธิการ และกลับไปให้รัฐสภาลงมติในวาระสุดท้าย ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯถวาย และประกาศใช้การผ่านกฎหมายทั้งสองฉบับแสดงว่าพร้อมยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ถ้าจำเป็นน่าดีใจที่ร่างกฎหมายสำคัญทั้ง สองฉบับ ผ่านความเห็นชอบทั้งจากสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา หลังจากที่มีการอภิปรายกันด้วยเหตุผล แสดงว่าแม้สภาจะ “ล่ม” ซ้ำซาก แต่ไม่ถึงขั้น “รัฐสภาล้มเหลว” ยังสามารถโต้เถียงกันในเรื่องปัญหาสำคัญของประเทศ เช่น วิธีการเลือกตั้ง หรือพรรคการเมืองกับประชาธิปไตยประเด็นสำคัญของร่าง พ.ร.ป.พรรคการเมืองที่โต้เถียงกัน ได้แก่ บทบัญญัติที่ให้สมาชิกพรรคเป็นผู้เลือกผู้สมัคร ส.ส.ของพรรค โดยให้สาขาพรรคเรียกประชุมสมาชิกไม่น้อยกว่า 100 คน หรือให้ตัวแทนพรรคประจำจังหวัด เรียกประชุมสมาชิกพรรคอย่างน้อย 50 คน ให้เลือกผู้สมัคร ส.ส.เพื่อส่งให้คณะกรรมการพรรคชี้ขาดเป็นวิธีการเลือกตั้งผู้สมัคร ส.ส. ที่ลอกแบบมาจากการเมืองอเมริกัน แต่ระบบพรรคต่างกันราวฟ้ากับดิน อเมริกันเป็นระบบ 2 พรรค แต่ละพรรคสมาชิกทั้งในระดับเขตเลือกตั้งและระดับอื่นๆนับแสนนับล้าน การเลือกผู้สมัครแต่ละครั้งที่เรียกว่า “ไพรมารี” จึงเทียบได้กับการเลือกตั้งของจริง ส่วนของเราประชุมแค่ 50-100 คนหลังการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 ประเทศไทยมีพรรคการเมือง 76 พรรค มีสมาชิกรวม 1,226,565 คน พรรคประชา ธิปัตย์มีสมาชิกมากสุด 178,695 คน มี 18 สาขา พรรคภูมิใจไทย 75,728 คน พรรค เพื่อไทย 59,625 คน พรรคพลังประชารัฐ 44,871 คน พรรคก้าวไกล 24,585 คน พรรคชาติไทยพัฒนา 19,601 คนไม่ทราบว่าแต่ละพรรคมีสาขามากน้อยแค่ไหนหรือไม่ ที่จะเรียกประชุมพรรคอย่างน้อย 100 คน ถ้าเป็นตัวแทนพรรคประจำจังหวัด ต้องเรียกประชุมอย่างน้อย 50 คน เพื่อเลือกผู้สมัคร ส.ส.ของพรรค ถ้ามีสมาชิกแค่นี้ ตอนที่สมาชิกจะเป็นผู้เลือกผู้สมัคร ส.ส.จะกลายเป็นว่า ผู้สมัคร ส.ส.จะต้องเกณฑ์คนเพื่อเลือกตนเป็นผู้สมัครจุดอ่อนสำคัญของระบบพรรคการเมืองไทย คือการมีพรรคมากเกินไป ช่วงเลือกตั้งมีกว่า 76 พรรค และกำลังเกิดใหม่อีกหลายพรรค เป็นจุดอ่อนของระบบรัฐสภา เพราะอาจได้รัฐบาลผสมร้อยพ่อพันแม่เป็นรัฐบาลที่อ่อนแอ ไม่สามารถบริหารประเทศได้ ประเทศประชาธิปไตยทั่วโลกล้วนเป็นระบบน้อยพรรค และมีรัฐบาลที่เข้มแข็ง.