ธุรกิจเอสเอ็มอีเปรียบเหมือนกระดูกสันหลังของระบบเศรษฐกิจไทย พนักงานลูกจ้างในเอสเอ็มอีมีจำนวนกว่า 4 ล้านคน เป็นคนไทยประมาณ 90% ส่วนผู้ประกอบการนายจ้างมีอยู่กว่า 4 แสนราย รัฐบาลจึงต้องพยุงเอสเอ็มอีให้อยู่รอดพ้นจากวิกฤติโควิดให้ได้ โดยจัดโครงการส่งเสริมและรักษาระดับการจ้างงานในธุรกิจ SMEs 3 เดือน (พ.ย.64-ม.ค.65) ระยะเวลาสิ้นสุดโครงการตรงกับวันนี้พอดี เรามาสำรวจกันดูว่าผลการดำเนินงานเป็นอย่างไรบ้างคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมโครงการต้องเป็นนายจ้างภาคเอกชนที่อยู่ในระบบประกันสังคม มีการจ้างงาน ลูกจ้างสัญชาติไทย ไม่เกิน 200 คน โดยรัฐบาลจ่ายเงินอุดหนุนเพื่อส่งเสริมและรักษาการจ้างงานผ่านนายจ้าง ในอัตรา 3,000 บาท/เดือน/ลูกจ้างสัญชาติไทย 1 คน ในระยะเวลา 3 เดือน ภายใต้เงื่อนไข นายจ้างต้องรักษาระดับการจ้างงานไว้ไม่ต่ำกว่า 95% ในระหว่างเข้าร่วมโครงการ หากต่ำกว่า 95% จะไม่ได้รับเงินอุดหนุนในเดือนนั้นยกตัวอย่างเช่น บริษัทมีพนักงาน 100 คน ในระหว่างที่เข้าร่วมโครงการจะต้องรักษาระดับการจ้างงานอย่างน้อย 95 คน แต่ถ้ามีการจ้างงานเพิ่มขึ้นจากยอดการจ้างงาน ณ วันที่เข้าร่วมโครงการ ก็จะได้รับเงินอุดหนุนเพิ่มขึ้นอีกตามจำนวนการจ้างงานจริง ทั้งนี้ นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างไม่ต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของแต่ละจังหวัดตามประกาศคณะกรรมการค่าจ้างปรากฏว่ามีนายจ้างเอสเอ็มอีลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ 2.47 แสนราย คิดเป็น 62.3% ลูกจ้างร่วมโครงการ 3.27 ล้านคน คิดเป็น 81.8% และตลอดระยะเวลาโครงการตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.64 จนถึงวันที่ 16 ม.ค.65 มีกิจการที่จ้างงานเพิ่มขึ้น 600 ประเภท จ้างงานเพิ่มขึ้น 64,105 คน ขณะที่กิจการที่จ้างงานลดลงมี 312 ประเภท การจ้างงานลดลง 7,069 คนประเภทกิจการที่มีการจ้างเพิ่มขึ้น 5 อันดับแรก ประกอบด้วย 1.โรงแรม รีสอร์ต และห้องชุด 11,393 คน 2.ภัตตาคาร ร้านอาหาร 5,003 คน 3.กิจการรักษาความปลอดภัยส่วนบุคคล 3,806 คน 4.ร้านสะดวกซื้อ 3,565 คน 5.การบริการทำความสะอาดทั่วไปของอาคาร 3,045 คนการเยียวยาหัวละ 3,000 บาท/เดือน เป็นเวลา 3 เดือน ไม่เพียงช่วยรักษาระดับการจ้างงาน ทั้งยังส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นกว่า 6 หมื่นคน แสดงว่ายาเม็ดนี้ช่วยพยุงสถานการณ์ได้ แถมโฟกัสตรงจุด จ้างงานเฉพาะลูกจ้างคนไทยตอนนั้นถ้ารัฐบาลไม่ทำโครงการนี้ ผมไม่อยากคิดเลยว่าจะมีลูกจ้างเอสเอ็มอีตกงานจำนวนเท่าไหร่ โครงการนี้ใช้เงินแค่ 570 ล้านบาท แต่ช่วยต่อลมหายใจให้ลูกจ้างหลายล้านคน และบางคนเป็นหัวหน้าครอบครัว มีภาระหน้าที่รับผิดชอบดูแลอีกหลายชีวิตการใช้ ฐานข้อมูลภาครัฐ Big Data มากำหนดนโยบายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการบริหารประเทศ คุณสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ตั้งแต่เริ่มทำโครงการ ม33 เรารักกัน กำหนดฐานรายได้ของผู้ที่ควรได้รับการเยียวยา ตามด้วยโครงการ เยียวยา 29 จังหวัดสีแดงเข้ม แยก 9 ประเภทกิจการที่จะได้รับการเยียวยานอกจากนี้ เมื่อติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด พบว่าเอสเอ็มอีมีความอ่อนไหวมาก เนื่องจากสายป่านสั้น พอรัฐบาลล็อกดาวน์ การจ้างงานของเอสเอ็มอีลดลงทันที แต่พอมีการเยียวยาต่างๆ เช่น คนละครึ่ง ม33 เรารักกัน อัดฉีดเม็ดเงินลงไป เอสเอ็มอีก็มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น จึงได้ทำโครงการพยุงเอสเอ็มอีการรู้จักใช้ Big Data ยังทำให้การขับเคลื่อนเนื้องานรวดเร็วขึ้นด้วย ทุกโครงการเยียวยา รวมถึงการจัดฉีดวัคซีนให้ผู้ประกันตน หลังนายกฯบิ๊กตู่สั่งการแค่สัปดาห์เดียว กระทรวงแรงงานก็จัดทำเสนอเข้าคณะกรรมการเงินกู้ แล้วนำเข้า ครม.ได้ทันที นายจ้างลูกจ้างก็ได้ประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วย.ลมกรด