นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า ตนลงพื้นที่ตรวจความคืบหน้าการบูรณะแนวคูเมือง กำแพงเมืองโบราณ จ.สุพรรณบุรี พร้อมประชุมหารือกับหน่วยงานราชการจังหวัดสุพรรณบุรี สืบเนื่องมาจาก ปัญหาความไม่เข้าใจระหว่าง กรมศิลปากร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชน ในการบูรณะกำแพงเมืองสุพรรณบุรี ซึ่งมีความยาวประมาณ 3.6 กิโลเมตร โดยได้รับการตอบรับที่ดี มีข้อสรุปเบื้องต้นในการบูรณะ ส่วนพื้นที่ที่เป็นจุดสำคัญ จะพิจารณาความสูงที่เหมาะสมต่อการสร้างการรับรู้ถึงความเป็นเมืองสุพรรณบุรี ส่วนพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์จะบูรณะในเชิงอนุรักษ์นายกิตติพันธ์กล่าวอีกว่า ตนได้มอบแนวนโยบายหลักการบูรณะกำแพงเมืองที่อยู่ใต้ดิน ไม่จำเป็นต้องสร้างเพิ่มขึ้นมาให้ต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ในพื้นที่ได้ แต่ในส่วนที่โผล่ขึ้นมาเหนือดินแล้ว ให้มีการอนุรักษ์ ไม่ให้หลักฐานเดิมสูญหายไป โดยการเสริมอิฐส่วนบนให้มีความสูงที่ดูแล้วบ่งบอกถึงความเป็นกำแพงเมืองได้ พร้อมกันนี้ได้แก้ปัญหากรณีที่มีผู้อยู่อาศัยในพื้นที่โบราณสถาน โดยมีการจัดสรรพื้นที่ให้อพยพไปตั้งที่อยู่ใหม่ และในระยะยาว อาจจะต้องกันพื้นที่ส่วนนั้นออกจากการดูแลของกรมศิลปากรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ เทศบาล หรือ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด เข้ามาดูแลบริหารจัดการแทน“ผมยังได้หารือถึงการใช้ประโยชน์จากน้ำในคูเมือง เพื่อให้ประชาชนได้นำมาใช้ในการเกษตรให้มากที่สุด โดยมีการขุดลอกผักตบชวา รวมทั้งได้หารือกับรองผู้ว่าฯด้วยว่า ผักตบชวาที่เก็บขึ้นมาแล้ว น่าจะนำไปใช้แปรรูปต่อ ทั้งการทำปุ๋ยหมัก หรือ ผลิตภัณฑ์ชุมชน ซึ่งรองผู้ว่าฯได้รับไปหารือกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในชุมชนต่อไป ทั้งนี้กรมศิลปากรพยายามเข้าไปแก้ปัญหาอย่างครบวงจร ทั้งให้อยู่ได้ทั้งผู้บุกรุกพื้นที่โบราณสถาน ให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ในพื้นที่โบราณสถานได้เต็มที่ และช่วยกันพัฒนาแหล่งโบราณคดี นอกจากนี้ ผมยังได้ไปหารือกับนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลอู่ทอง เรื่องการถ่ายโอนภารกิจการดูแลรักษาพื้นที่บริเวณรอบเจดีย์หมายเลข 2 ต.อู่ทอง เพื่อให้ช่วยแบ่งเบาภาระการดูแลโบราณสถาน ซึ่งทางเทศบาลก็มีความยินดีที่รับเรื่องดังกล่าวเอาไว้ และจะมีการจัดทำแผนการบูรณาการการดูแลและใช้ประโยชน์จากพื้นที่ดังกล่าว ให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่โบราณสถานต่อไป” อธิบดีกรมศิลปากรกล่าว.