“เศรษฐกิจ”...ก็แย่ “เงินเฟ้อ” ...ก็เพิ่มขึ้นข้าวของต่างๆก็พุ่งทะยานพาเหรดกันขึ้นราคาอยู่ในบรรยากาศ “แพงทั้งแผ่นดิน” หันกลับมามอง “เงินในกระเป๋า”...ก็น้อยเหลือเกิน สถานการณ์เช่นนี้ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน “อัตตา หิ อัตตโน นาโถ” ไปพลางๆน่าจะดีที่สุดกฤษฎา สุขพัฒน์ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการสังคม มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ รายงานไว้ในการศึกษา “ผลกระทบจากการระบาด COVID–19 ต่อความยากจน บทบาทขององค์กรนานาชาติ และข้อเสนอในการขจัดความยากจนของประเทศไทย” ระบุว่า“ความยากจน” เป็นปัญหาของโลก องค์กรระหว่างประเทศจึงให้ความหมายของความยากจนว่าหมายถึง การขาดแคลนที่อยู่อาศัย การขาดโอกาสในการเข้าถึงบริการสาธารณสุข การขาดโอกาสทางการศึกษา การไม่มีงานทำ การไร้อำนาจ ตลอดจนตกอยู่ในความเสี่ยงและความหวาดกลัวคือ...การปราศจากซึ่งทางเลือกและโอกาส รวมถึงการไม่มีเกียรติในความเป็นมนุษย์ การขาดความสามารถในการเข้าร่วมสังคมไม่สามารถหาเลี้ยงครอบครัวได้ ไม่ได้เรียนหนังสือ เมื่อป่วยไม่สามารถไปโรงพยาบาล ไม่มีที่ดินสำหรับผลิตอาหาร ไม่มีงานให้ทำเพื่อเลี้ยงชีพ ไม่ปลอดภัยและถูกกีดกันทางสังคม อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมไม่ดี ขาดการเข้าถึงน้ำสะอาดและสาธารณสุขที่ดีในขณะที่หน่วยงานของประเทศไทยที่มีบทบาททางการวิจัยและแก้ปัญหาความยากจนให้คำนิยามว่าคือ ความขาดแคลนหรือความไม่พอเพียงกับการดำรงชีพตามความจำเป็นพื้นฐาน รวมถึงการขาดศักยภาพในการดำรงชีวิต เนื่องจากการขาดทรัพยากรหรือปัจจัยการผลิต การขาดความรู้ความสามารถ...ขาดทางเลือก ขาดการรับรู้ข่าวสาร ไม่สามารถเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐาน ตลอดจนขาดการมีส่วนร่วมในการปกครอง สังคม วัฒนธรรมในการดำเนินชีวิต “ความยากจน” มิได้จำกัดเฉพาะคนที่ขัดสนทางด้านเศรษฐกิจหรือรายได้เท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงความยากจนเชิงโครงสร้างที่เกิดจากความขัดสนในหลายๆด้าน สรุปได้ว่า “ความยากจน” ไม่ได้จำกัดหมายถึงความขาดแคลนในด้านตัวเงิน รายได้ หรือทรัพยากรในการดำรงชีพเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการขาดโอกาสและศักยภาพในการพัฒนาคุณภาพชีวิตในมิติต่างๆ“เส้นความยากจน”...ธนาคารโลกใช้เป็นเส้นแบ่งกลุ่มความยากจนของประเทศที่ยากจนที่สุดเพื่อจะกำหนดเส้นความยากจนสากล หมายถึงเกณฑ์ทางการเงินที่กำหนดโดยการแปลงเกณฑ์ความยากจนของทุกประเทศเป็นสกุลเงินดอลลาร์ คนที่อยู่ต่ำกว่าเกณฑ์นี้จะถือว่าอยู่ในความยากจนในอดีตเส้นความยากจนนานาชาติอยู่ที่ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อวันต่อมาได้เพิ่มขึ้นเป็น 1.25 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อวัน และในปี 2017 ปรับเปลี่ยนเป็น 1.90 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อวัน (เงินไทยประมาณวันละ 60 บาท) คนที่มีรายได้หรือระดับรายจ่ายเพื่อการบริโภคต่ำกว่าเส้นความยากจนนานาชาติถือว่าเป็นคนจน ส่วนเส้นความยากจนของประเทศจะเป็นเกณฑ์ที่กำหนดในประเทศนั้นๆ เพื่อใช้แจกแจงคนจนและคนไม่จนโดย “คนจน” หมายถึง คนที่มีรายได้หรือค่าใช้จ่ายต่ำกว่าเส้นความยากจน น่าสนใจว่า...ปีที่แล้วรายงานข้อมูลปี 2563 เส้นความยากจน “คนไทย” อยู่ที่ 2,762 ต่อคนต่อเดือนสภาพัฒน์สะท้อนภาพสถานการณ์ความยากจนว่าไม่ได้เพิ่มขึ้นมากจากที่คาดการณ์ไว้ โดยมีจำนวนคนยากจนในปี 2563 ทั้งสิ้น 4.8 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 6.84 เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ราว 5 แสนคนจากการวิเคราะห์กลุ่มคนยากจนในระยะหลัง พบว่าครัวเรือนยากจน 1 ใน 3 เป็นผู้ไม่ปฏิบัติงานในเชิงเศรษฐกิจ มีการพึ่งพิงสูงโดยมี“เด็ก” และ “ผู้สูงอายุ” จำนวนมากในครัวเรือน และจบการศึกษาในระดับประถมศึกษาและต่ำกว่า มีตัวเลขว่า...คนจนร้อยละ 79.18 จบการศึกษาระดับประถมศึกษาและต่ำกว่าอีกทั้งผู้มีงานทำที่ยากจนส่วนใหญ่ทำงานในภาค “การเกษตร” ซึ่งมีรายได้น้อย สะท้อนให้เห็นว่าครัวเรือนยากจนมีความสามารถในการสร้างรายได้ได้น้อย...อย่างการปรับตัวลดลงของคนจนในปี 2562 สาเหตุสำคัญเกิดจากการขยายความครอบคลุมมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ชัดเจนว่า...มีจุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือคนจนกลุ่มผู้ที่มีรายได้น้อยโดยตรง โดยมีผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 14.5 ล้านคนเพิ่มขึ้นมาจากปี 2561 ที่มี 11.4 ล้านคนกฤษฎา สุขพัฒน์ สรุปไว้ว่า การแก้ปัญหาความยากจนของประเทศไทย ท่ามกลางความท้าทายและผันผวนของวิกฤติปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะ COVID-19 หากมีนโยบายที่ถูกต้องและมีการบริหารจัดการที่ดีจะสามารถขจัดปัญหาความยากจนได้ผลสำเร็จเร็วยิ่งขึ้นในการแก้ปัญหาความยากจนของประเทศไทยควรแบ่งเป็น 2 ระดับ คือ ระดับปัจเจกบุคคล ควรมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพ เพิ่มความสามารถของคนยากจนให้มีภูมิคุ้มกัน พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนนั่นก็คือ...การพัฒนาคุณธรรมและค่านิยมในชีวิต ผู้ที่ปรารถนาจะหนีจากความยากจนจำเป็นต้องยึดมั่นคุณธรรม เสริมสร้างคุณลักษณะและมีค่านิยมในการดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องเหมาะสมเช่น มีความรับผิดชอบ ความขยันหมั่นเพียรในการประกอบอาชีพ รู้จักประหยัดอดออม ไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่ลุ่มหลงในอบายมุข มีระเบียบวินัยในตนเอง มีเป้าหมายในชีวิต ถัดมา...การส่งเสริมให้มีการศึกษาและการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง การศึกษาที่มีคุณภาพสามารถช่วยผู้คนให้หลุดพ้นความยากจน โดยช่วยให้มีความรู้ ความสามารถ และทักษะในการประกอบอาชีพ แต่ละคนจำเป็นต้องพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง เช่น การพัฒนาทักษะการทำงาน การเพิ่ม ความรู้ความชำนาญรวมถึงการเรียนรู้...สามารถปรับตัวพัฒนาสู่รูปแบบ...“วิถีใหม่” เท่าทันต่อความเปลี่ยนแปลงของสังคม สามารถนำเทคโนโลยีและข้อมูลมาใช้ให้เกิดประโยชน์ รวมถึงการยึดมั่น นำหลัก “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” มาใช้ในการดำเนินชีวิต...ประกอบอาชีพระดับที่สอง...ระดับโครงสร้าง การปฏิรูประบบการเมือง การพัฒนา นักการเมืองให้มีคุณภาพเพื่อมาบริหารประเทศถือเป็นปัจจัยสำคัญยิ่ง เนื่องจากเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและพัฒนาระบบโครงสร้างสำคัญของประเทศ เช่น โครงสร้างด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา การปฏิรูประบบโครงสร้างของสถาบัน เช่น ปรับปรุงระบบบริหารจัดการของภาครัฐ การกระจายอำนาจการปกครองสู่ท้องถิ่น...การแก้ไขความเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรมในสังคม...การปฏิรูปการศึกษาให้มีคุณภาพ“การแก้ปัญหาความยากจนทั้งสองระดับ ประเทศไทยต้องเป็นหลักในการแก้ปัญหาในประเทศของตนอย่างจริงจัง ในขณะเดียวกันก็ควรเปิดช่องทางให้องค์กรนานาชาติเข้ามาช่วยแก้ปัญหาด้วย โดยอยู่บนพื้นฐานของการร่วมมือกันอย่างสร้างสรรค์ มุ่งมั่นที่จะดำรงไว้ซึ่งมนุษยธรรมและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” แก้ปัญหาความยากจนในภาพใหญ่ มีหลากหลายมิติที่ต้องจับต้อง คนธรรมดาทั่วๆ...หากอยากแก้ปัญหาปากท้องแบบฉบับเร่งด่วนด้วยตนเองคงหนีไม่พ้นหลัก “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง”กุญแจสำคัญ...หลักปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” และ “เกษตรทฤษฎีใหม่” ศาสตร์ที่เป็นทางรอดไม่เฉพาะเกษตรกรไทยเท่านั้น หากแต่ทุกคนก็สามารถนำมายึดถือปฏิบัติได้...ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะสั้น “อัตตา หิ อัตตโน นาโถ”...สร้างความมั่งคงจากรากฐาน ค่อยๆพัฒนาตนเองให้เข้มแข็งทีละเล็กทีละน้อย กระทั่งสามารถเลี้ยงตนเองและสร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้อย่างพอเพียงยั่งยืน.