ยังคงเป็นที่ถกเถียง วิพากษ์วิจารณ์กันในแวดวงนักลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัล ทั้งหลักการจัดเก็บภาษี ความเหมาะสมเรื่องช่วงเวลา ที่สำคัญคือการขวางการเติบโตของตลาดทุน ที่อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ กระทบต่อภาคเศรษฐกิจในอนาคตหลังจากกระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพากร เสนอแนวทางการจัดเก็บเทรดสินทรัพย์ดิจิทัลหรือสินทรัพย์ดิจิทัล จากส่วนแบ่งกำไร ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% ก่อนมีการจ่ายเงินให้นักลงทุนงานนี้เล่นเอาวงการสินทรัพย์ดิจิทัล คริปโตเคอร์เรนซี วิจารณ์กันขรมซึ่งก็เข้าใจได้ว่า ณ วันนี้รัฐบาลใกล้ถังแตก วงเงินกู้ใกล้ทะลุเพดานที่ขยายออกไปใหม่ทุกที การจัดเก็บรายได้ก็ต่ำกว่าเป้าไปเยอะโดยเฉพาะกรมสรรพากร เบอร์ 1 หน่วยงานที่จัดเก็บเงินภาษีส่งให้รัฐเมื่อ รมว.คลัง ให้นโยบายการหารายได้เข้ารัฐเพิ่มเติมไปยังหน่วยงาน กรมสรรพากรก็เลยสนองตอบต้องทำทุกวิถีทาง เพื่อหารายได้ให้รัฐบาลนำไปอัดใส่นโยบาย “พลังประชารัฐนิยม”ยิ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ นับถอยหลังสู่การเลือกตั้งใหญ่ ยิ่งต้องอัดฉีดกันกระฉูดตกเขียวมัดจำ (ทางใจ) กันไว้ก่อนในมุมของนักลงทุน เขามองว่านี่เป็นตลาดใหม่ทางเศรษฐกิจ ของโลกอนาคต หรือประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจเหมือนกับการซื้อขายเงินดอลลาร์-ยูโร หรือเงินสกุลต่างๆ เพียงแต่คริปโตฯมันมีความผันผวน หวือหวา และเสี่ยงมากกว่า รวมทั้งไม่มีปัจจัยพื้นฐานให้วิเคราะห์เหมือนหุ้นขณะที่หุ้นซื้อขายกันผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่คริปโตฯเป็นการซื้อขายกันของเอกชน ที่มี คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กำกับดูแลและการซื้อขายไม่ใช่มีแต่กำไร ขาดทุนก็มีการเก็บภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% แล้วยังจัดเก็บภาษีปลายปี โดยไม่ให้นำผลขาดทุนมารวมหักภาษีด้วย ผมว่ามันก็ไม่แฟร์กับนักลงทุนอยู่นะทางที่ดีควรยกเลิกการจัดเก็บ ณ ที่จ่าย 15% ไปเพื่อความคล่องตัวของผู้ลงทุน และต้องให้นำผลขาดทุนมาหักภาษีในตอนจัดเก็บปลายปีได้ด้วย เพื่อความเป็นธรรมในระบบภาษีเป็นห่วงก็แต่ว่า หน่วยงานจัดเก็บภาษีที่มุ่งหาแต่รายได้หน้างาน มันตกยุคไปแล้วยังมีทางเลือกอื่นให้เขาเล่นได้ หากอยู่บนดินไม่ได้ ก็อาจไปซื้อขายกันใต้ดิน หรือโยกไปลงทุนในต่างประเทศ ทั้งสิงคโปร์ เกาหลีใต้ อเมริกา หรืออังกฤษ ก็ได้จากที่ควรจะได้ เราอาจต้องเสียไปมหาศาล เพราะตลาดเริ่มเติบโตขึ้นทุกวันเมื่อคนมีรายได้ แน่นอนว่าต้องมีการจับจ่ายใช้สอย สิ่งที่เราจะได้ทางอ้อม คือเงินหมุนเวียนในระบบ, ภาษีจาก VAT, ภาษีบุคคลธรรมดา, ภาษีธุรกิจ ฯลฯเข้าทำนอง “มุ่งเก็บภาษี แต่ดันทำภาษีหาย”พอดีผมได้มีโอกาสพูดคุยกับ คุณสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ก็มองตรงกันว่า เราควรมองไปถึงโลกอนาคต ควรสนับสนุนให้ไทยเราเป็นแหล่งลงทุนทางด้านสินทรัพย์ดิจิทัลและวันนี้เรามี พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล เรามี ก.ล.ต.อยู่ควรส่งเสริมให้การซื้อขายอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ในจุดที่สมดุล.เพลิงสุริยะ