สุดสลดสะเทือนใจเหตุ “พ่อแม่ ทำร้ายลูกเลี้ยงเสียชีวิต” เป็นเรื่องที่พบบ่อยขึ้นในสังคมไทยไม่เว้นแต่ละวัน แล้วนับวันก็ยิ่งวิปริตผิดแปลกไปกว่าเดิม เพราะขนาด “พ่อแม่แท้ๆก็รู้เห็นเป็นใจต่อการกระทำทารุณกรรมนั้น” ที่มักมีเด็กโชคร้ายต้องมาตกเป็นเหยื่อสังเวยชีวิตของความรุนแรงเพิ่มขึ้นทุกปีอย่างกรณีเมื่อปลายปีที่แล้ว...พ่อแม่แท้ๆทำร้ายลูกวัย 3 ขวบ บาดเจ็บสาหัสเยื่อหุ้มในสมองอักเสบ ตามร่างกายมีรอยถูกบุหรี่จี้อาการโคม่าในพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี ล่าสุดต้นปีนี้พ่อเลี้ยงและแม่แท้ๆร่วมกันทำร้ายลูกชายวัย 6 ขวบ อาการสาหัสก่อนนำไปไว้ในรถเก๋งจอดอยู่หน้าบ้านจนเด็กเสียชีวิต ในพื้นที่ อ.แหลมงอบ จ.ตราด ล้วนเป็นข่าวร้ายแรงจาก “ผู้ใหญ่ใจร้ายทำกับเด็กไร้เดียงสาได้ลงคอ” สะท้อนให้เห็นความรุนแรงในครอบครัวไม่ใช่ปัญหาใหม่เพิ่งเกิดขึ้น แต่เป็นเรื่องฝังรากลึกยาวนานจนไร้ทางออกด้วยซ้ำ ส่วนหนึ่งมาจากคนในสังคมเพิกเฉยมองเป็นเรื่องในครอบครัว สุดท้ายกลายเป็นคดีอาชญากรรมสูญเสียกำลังของประเทศไปรศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล ผู้ช่วยอธิการบดีประธานกรรมการคณะอาชญาวิทยา ม.รังสิต ให้ข้อมูลว่า ความรุนแรงในครอบครัวมีมานานมักถูกซุกไว้ใต้พรมตลอด ไม่ว่าจะเป็นสามีทำร้ายภรรยา หรือลูกเลี้ยงถูกทุบตีทำร้ายทารุณจาก “พ่อแม่” แต่ก็ไม่เคยมีตัวเลขอ้างอิงออกมาชัดเจนเหมือนกันทั่วโลกชนวนเหตุจูงใจมีหลากหลาย หลักๆมักมาจาก “ผู้ก่อเหตุ” เคยถูกอบรมสั่งสอนทำโทษด้วยวิธีร้ายแรง หรือเคยตกเป็นเหยื่อถูกทำร้ายร่างกายจิตใจ กลายเป็นต้องโตมากับพ่อแม่ใช้อารมณ์เลี้ยงดูมาตั้งแต่สมัยเป็นเด็ก ส่งผลต่อการพัฒนาความรุนแรงติดนิสัยความเคยชิน ทำให้มีการกระทำต่อคนอื่นเช่นกัน รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูลเท่าที่ติดตาม “ผู้ทำร้ายลูก” มักมีประวัติเคยตกเป็นเหยื่อถูกกระทำมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นถูกด่าทอถ้อยคำหยาบคาย ตะคอก ตวาด การทำร้ายทุบตี คุมขัง ทำให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ใช้ความรุนแรงต่อคนในครอบครัวทั้งยังมีปัจจัยเสริมคือ “พ่อแม่ใช้สารเสพติดและดื่มสุรา” โดยเฉพาะการระบาดของโควิด-19 พบว่าความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มมากขึ้น ส่วนใหญ่มาจากสภาวะเศรษฐกิจที่กระทบต่อรายได้ ไม่มีงานทำ ทำให้เกิดความเครียดสะสมตามมา สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญให้ความรุนแรงยังมีอยู่ในสังคมด้วยซ้ำ ปัญหานี้มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นที่มี “ลักษณะเหมือนกันทั่วโลก” แล้วนับเป็นการกระทำอันเป็นความผิดยอมความไม่ได้ตามกฎหมาย ฉะนั้นวิธีการรับมือหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น ตำรวจ กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นผู้รับผิดชอบเข้ามาดูแลเรื่องนี้อย่างจริงจังเพราะในโลกความจริง “การช่วยผู้ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงในครอบครัว” เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติไม่เข้าใจหลักกฎหมายเรื่องนี้อย่างถ่องแท้ สังเกตเมื่อรับแจ้งเหตุมักมองเป็น “เรื่องภายในครอบครัวที่คนภายนอกไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย” สุดท้ายมักจบด้วยการลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานเท่านั้นเสมอมาตรงจุดนี้ “มิใช่การแก้ปัญหาเชิงระบบ” ถ้าเปรียบเทียบในต่างประเทศแล้วกรณีพลเมืองดีพบเห็น “เด็กมีปัญหาถูกทุบตีร้องไห้ในบ้านประจำ” สามารถแจ้งหน่วยงานรัฐรับผิดชอบโดยตรงเข้าตรวจสอบสาเหตุ พร้อมประเมินความสามารถของพ่อแม่ในการเลี้ยงดูบุตรอันมีความเสี่ยงตกเป็นเหยื่อความรุนแรงบ่อยครั้งแล้วเมื่อเป็นเช่นนี้ “หน่วยงานรัฐ” ต้องนำเด็กออกมาจากความรุนแรงเข้าสู่กระบวนการดูแลของภาครัฐอันเป็น “การป้องกันยุติปัญหาความรุนแรงในครอบครัวแต่ต้น” มิให้เด็กถูกเลี้ยงดูด้วยวิธีรุนแรงภายใต้บรรยากาศแวดล้อมความกดดันที่ส่งผลต่อทัศนคติต่อการใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือการแก้ปัญหาในอนาคตส่วนแรงจูงใจ...“แม่แท้ๆปล่อยให้ลูกถูกทำร้าย” เรื่องนี้ตามหลักแล้ว “แม่รักลูกทุกคน” แต่ไม่ได้หมายความว่า “จะมีความรักต่อลูกเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์เหมือนกัน” เพราะมีปัจจัยแตกต่างกันโดยเฉพาะกรณี “มีลูกแบบไม่ได้ตั้งใจ หรือมีลูกก่อนวัยอันควร” จนหย่าร้างสามีเก่าแล้วไปคบหากับสามีใหม่เคราะห์ร้ายมาเจอ “สามีใหม่ไม่ชอบลูกเลี้ยง” เมื่อไม่ใช่ลูกของตนจึงไม่สนใจในการทำโทษด้วยวิธีรุนแรงให้หลาบจำมีหลายระดับล้วนแล้ว “กระทำต่อเด็กไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก” ตั้งแต่คำพูดตวาด ใช้ถ้อยคำหยาบคายจบด้วยใช้ความรุนแรงต่อเด็ก ใช้กำลังทุบตี ใช้อุปกรณ์ทรมานอื่นแต่ด้วย “พ่อเลี้ยงบางคนอาจมีอารมณ์ร้อน” มักเกิดบันดาลโทสะควบคุมอารมณ์ไม่ได้ “พลั้งมือทำให้เด็กเสียชีวิต” เป็นโศกนาฏกรรมตามมาให้เห็นกันอยู่บ่อยๆเสมอ รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ อธิบายย้ำต่อว่า คนเรามีการบริหารจัดการอารมณ์แตกต่างกัน ในบางคนโกรธสูงสุดที่มีวิธีผ่อนคลายลงได้ในเวลาไม่กี่วินาที ในทางกลับกันก็มีบางคนไม่อาจยับยั้งชั่งใจนำมาสู่การฆ่าผู้อื่นเพียงเสี้ยววินาทีเช่นกัน เช่น กรณีขับรถปาดหน้ากันบนท้องถนนแล้วเกิดไม่พอใจก็ใช้อาวุธปืนยิงกันตายอยู่บ่อยครั้งบางคนถูกขับรถปาดหน้ายั่วยุกลับเก็บอารมณ์ไม่ตอบโต้ได้ เพราะถูกอบรมเลี้ยงดูขัดเกลาทางสังคมผ่านครอบครัว ระบบการศึกษา และวัฒนธรรมทางสังคม ทำให้เติบโตมาในการใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขตอกย้ำยุคสมัยนี้ “ผู้คนมีความสำนึก รับผิดชอบ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีเสื่อมถอยลง” ดังนั้น ต้องนำแนวคิด “ทฤษฎีพันธะทางสังคมทางด้านอาชญาวิทยา” ปรับใช้ที่เป็นองค์ประกอบด้านอารมณ์ ด้านความรักของพันธะ สัญญาผูกมัดบุคคลมีต่อสังคม ที่จะเหนี่ยวรั้งไม่ให้กระทำต่อคนอื่นอันเป็นการละเมิดต่อกฎหมายจริงๆแล้ว “ประเทศไทย” มีกฎหมายเกี่ยวกับ “การทำร้ายลูก คือ สิ่งที่ผิดกฎหมาย” ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 มีหลักว่า “ปลายเหตุปัญหาความรุนแรงในครอบครัวไม่อาจยุติได้ด้วยการบังคับใช้กฎหมาย” อันเป็นแนวคิดมาจากกฎหมายในต่างประเทศ เพราะกรณีพ่อแม่ทำร้ายลูกจนบาดเจ็บสาหัสถูกดำเนินคดีติดคุกติดตะรางแล้วก็ไม่เกิดประโยชน์แถมเป็นปัญหาครอบครัว ฉะนี้แล้ว “ผู้พบเห็นการกระทำความรุนแรง” ควรมีหน้าที่ในการแจ้งต่อ “หน่วยงานภาครัฐ” เพื่อเข้าช่วยเหลือหยุดการทำร้ายเด็กให้ได้รับความปลอดภัย พร้อมรับผิดชอบนำเด็กเข้ามาดูแลไปก่อนด้วยเท่าที่ติดตามมักมองกัน “เป็นปัญหาในครอบครัว” ผู้พบเห็นก็ไม่แจ้งเจ้าหน้าที่รัฐแล้วหน่วยงานภาครัฐก็ไม่ค่อยใส่ใจนัก ทั้งที่มีกฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำไว้ชัดเจน “ภาครัฐ” อาจต้องบททวนหลักการเกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัวใหม่ เพื่อให้เด็กถูกพ่อเลี้ยงหรือแม่เลี้ยงทำร้ายได้รับการช่วยเหลือคุ้มครองตามกฎหมายมิเช่นนั้นเมื่อ “เด็กโตขึ้นไปเป็นผู้ใหญ่” มีแนวโน้มย้อนรอยเป็นคนชอบก้าวร้าวต่อผู้อื่น ถ้าหากมีครอบครัวก็ใช้ความรุนแรงภายในครอบครัวเหมือนกับสิ่งที่ตนเองเคยโดนมาก็ได้ประการต่อมา “เรื่องความรุนแรงในครอบครัว” ไม่ใช่มีเฉพาะเด็กตกเป็นเหยื่อเท่านั้น แต่บ่อยครั้งก็มี “พ่อแม่ตกเป็นเหยื่อจากการกระทำของลูกแท้ๆ” อันมีปัจจัยอยู่หลายประการ เช่น สมัยเด็กเคยถูกกระทำด้วยความรุนแรงเติบโตขึ้นมาจึงมีแนวคิดตอบโต้ด้วยวิธีการเคยถูกทำร้ายมาก็ได้ อีกสาเหตุ “ทำร้ายพ่อแม่เพราะฤทธิ์ยาเสพติด” เพราะเมื่อมีการเสพเข้าไปจะมีผลต่อสมองไม่สามารถควบคุมสติอารมณ์ได้จนขาดความยับยั้งชั่งใจ โดยเฉพาะ “การขาดศีลธรรม” มักมีลูกหลานปล่อยปละละเลยไม่ดูแลพ่อแม่ ฉะนั้นการแก้ปัญหานี้ต้องกลับมาปลูกฝังเรื่องศีลธรรมใหม่ เพราะกำลังเลือนหายไปแล้วย้ำว่าพบเห็นเหตุการณ์ “ความรุนแรงในครอบครัว” ควรช่วยเหลือโดยด่วนโทร.แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาระงับเหตุ อย่ามัวรีรอเพียงเพราะคิดว่า “ปัญหาในครอบครัวนั้น คือ เรื่องส่วนตัวบุคคลนอกไม่ควรเข้าไปยุ่ง” เพราะผลตามมามักกลายเป็นโศกนาฏกรรมสะเทือนขวัญอย่างที่เป็นข่าวให้เห็นกันบ่อยครั้งมานี้เมื่อเราอยู่ร่วมกันในสังคมแล้วทุกคนควรมีหน้าที่ช่วยกันสอดส่องดูแลซึ่งกันและกัน และมองทุกอย่างเป็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าตน เพียงเท่านี้ก็จะช่วยลดความรุนแรงในครอบครัวได้แล้ว.