พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการสุขภาพจิตแห่งชาติมีมติให้บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันและแก้ปัญหาการฆ่าตัวตายจากสภาวะความเครียดจากโควิด-19 รวมถึงเศรษฐกิจปัจจุบันอัตราการฆ่าตัวตายอยู่ที่ 8 ต่อแสนประชากร และพบสัญญาณตั้งแต่ปลายปี 2564 ที่มีแนวโน้มการฆ่าตัวตายมากขึ้นโดยให้บรรจุในแผนงานของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด ใช้กลไกชุมชนอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) เข้าไปดูแล เยี่ยม ติดตาม ประเมินสภาพจิตใจ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางการดูแลโควิด ไม่ใช่แค่ดูแลสุขภาพอย่างเดียว แต่มีเรื่องทางสังคมด้วย รวมทั้งได้ให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในการใช้งบกองทุนในสังกัดมาช่วยเยียวยา เช่น กองทุนคนพิการเข้ามาให้การช่วยเหลือทางด้านสังคมเพิ่มเติมทั้งนี้ จากการประเมินผลผ่าน www.วัดใจ.com หรือ ระบบ Mental Health Check In เมื่อวันที่ 9 ม.ค.ที่ผ่านมา จำนวน 2,579,026 ราย พบว่า มีเครียดสูง 216,098 ราย คิดเป็น 8.38% เสี่ยงซึมเศร้า 254,243 ราย คิดเป็น 9.86% เสี่ยงฆ่าตัวตาย 140,939 ราย คิดเป็น 5.46% มีภาวะหมดไฟ 25,552 ราย คิดเป็น 4.16%พญ.อัมพรกล่าวด้วยว่า คนเราไม่ได้ฆ่าตัวตายเยอะๆทันที แต่จะลากยาวไปประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี ซึ่งการระบาดโควิดที่เกิดขึ้นเป็นวิกฤติที่เกิดขึ้นยาว สัญญาณจึงเริ่มเห็นว่าน่าจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น กลุ่มเสี่ยงอายุน้อยลง อย่างวัยรุ่น เยาวชนต้องให้ความสนใจมากขึ้น เรื่องโซเชียลมีเดียมีผลอย่างยิ่ง ทั้งในเชิงป้องปราม และผลักไสให้คนมีความเสี่ยง แต่ก็เป็นพื้นที่ที่สามารถไปดัก และค้นหาคนที่มีความเสี่ยงได้ง่ายเช่นกัน กรมสุขภาพจิตจึงมองหาแนวทางเพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้ ส่วนหนึ่งคือการทำงานระดับจังหวัด เพื่อให้มีการแทรกซึมไปในระดับชุมชน ทั้ง อสม. อพม. รวมถึงกลไกท้องถิ่น โดยสอดส่องปัญหา ทั้งการวัดใจ ประเมินสุขภาพจิตใจตนเอง รวมถึงคนเจ็บป่วย หรือกลุ่มเปราะบาง เพื่อติดตามอาการเป็นพิเศษ รวมทั้งจะทำงานร่วมกับเครือข่ายสอดส่องดูแลกลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังการทำร้ายตัวเองผ่านโซเชียลมีเดียต่างๆ มีกลไกดักจับทั้งคำพูด หรือการโพสต์ภาพ แคปชันที่เข้าข่ายว่าเสี่ยงอาจทำร้ายตัวเองได้ เมื่อพบเห็นจะประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจไปช่วยเหลือ.