ถนนสายหลักมุ่งหน้าเข้ากรุงกลับเข้าสู่ภาวะปกติ หลังผู้คนแห่เดินทาง กลับจากหยุดยาวช่วงปีใหม่ถึงที่หมายกันเรียบร้อย ศปถ.เผยยอดอุบัติเหตุ 6 วัน ตาย 300 ราย บาดเจ็บ 2,471 คน เชียงใหม่นำโด่งเกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด 92 ครั้ง เมืองกรุงมียอดเสียชีวิตสะสมสูงสุด 20 ราย สถิติคดีที่ศาลสั่งคุมประพฤติ เมาขับมากสุด 5,200 คดี เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วถึง 53.8 เปอร์เซ็นต์ ย้ำมาตรการเข้มทางกฎหมายและแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด หลังผ่านพ้นวันหยุดยาวช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ผู้คนที่เดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวตามต่างจังหวัดพากันเดินทางกลับเข้าสู่กรุงเทพฯ ส่งผลให้วันสุดท้ายของช่วงหยุดยาว 3 ม.ค. การจราจรตามท้องถนนในเส้นทางหลักหลายสายเนืองแน่นไปด้วยรถราติดขัดยาวเหยียดต่อเนื่องตลอดทั้งวันไปถึงช่วงค่ำ กระทั่งช่วงเช้าวันแรกของการทำงาน 4 ม.ค. ถนนสายหลักที่มุ่งหน้าเข้าสู่เมืองกรุง อาทิ ภาคเหนือ ถนนพหลโยธิน ถนนสายเอเชีย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ถนนมิตรภาพ ถนนสาย 304 และภาคใต้ ถนนเพชรเกษม สภาพการจราจรเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ปริมาณรถน้อยลงจนใช้ความเร็วได้เต็มที่ ตำรวจทางหลวงได้ยกเลิกช่องทางจราจรพิเศษตามจุดคับขันต่างๆ เนื่องจากปริมาณรถส่วนใหญ่ไปถึงที่หมายเรียบร้อยแล้วที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ.2565 (ศปถ.) นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เผยสถิติอุบัติเหตุทางถนนประจำวันที่ 3 ม.ค. เป็นวันที่ 6 ของการรณรงค์ “ชีวิตวิถีใหม่ ขับขี่อย่างปลอดภัย ไร้อุบัติเหตุ” เกิดอุบัติเหตุ 264 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 34 ราย ผู้บาดเจ็บ 274 คน สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุดยังคงเป็นขับรถเร็วและดื่มแล้วขับ ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดเป็นรถจักรยานยนต์ รองลงมาคือรถปิกอัพ/กระบะ มีการจัดตั้งจุดตรวจหลัก 1,905 จุด เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน 61,730 คน เรียกตรวจยานพาหนะ 437,936 คัน มีผู้ถูกดำเนินคดีรวม 91,546 ราย มีความผิดฐานไม่สวมหมวกนิรภัย 26,248 ราย ไม่มีใบขับขี่ 23,253 รายนายนิรัตน์กล่าวต่อไปว่า จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ กาญจนบุรี 15 ครั้ง จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ กทม. และจันทบุรี จังหวัดละ 3 ราย จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด ได้แก่ กาญจนบุรี 16 คน ส่วนจังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิต (ตายเป็นศูนย์) มี 52 จังหวัด สรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสมในช่วง 6 วันของการรณรงค์ระหว่างวันที่ 29 ธ.ค.64 ถึง 3 ม.ค.65 เกิดอุบัติเหตุรวม 2,488 ครั้ง ผู้เสียชีวิตรวม 300 ราย ผู้บาดเจ็บรวม 2,471 คน จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด ได้แก่ เชียงใหม่ 92 ครั้ง จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด ได้แก่ กทม. 20 ราย จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด ได้แก่ กาญจนบุรี 91 คน จังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิตมี 11 จังหวัด ได้แก่ ตรัง นครนายก ปัตตานี พังงา แพร่ แม่ฮ่องสอน ยะลา ระนอง สตูล สมุทรสงคราม และสุโขทัยด้านนายวิตถวัลย์ สุนทรขจิต อธิบดีกรมคุมประพฤติ เปิดเผยสถิติคดีที่ศาลสั่งคุมความประพฤติวันที่ 6 ของ 7 วันอันตราย ทั้งสิ้น 332 คดี จำแนกเป็นคดีขับรถในขณะเมาสุรา 317 คดี และคดีขับเสพ 15 คดี มียอดคดีสะสมทั้งสิ้น 5,767 คดี จำแนกเป็นขับรถในขณะเมาสุรา 5,200 คดี คิดเป็นร้อยละ 90.17 ติด EM 10 ราย ขับรถประมาท 11 คดี คิดเป็นร้อยละ 0.19 ติด EM 1 ราย ขับเสพ 556 คดี คิดเป็นร้อยละ 9.64 จังหวัดที่มีสถิติคดีเมาแล้วขับสะสมสูงสุด 3 อันดับ ได้แก่ ชัยภูมิ 403 คดี บุรีรัมย์ 350 คดี และสกลนคร 278 คดี เมื่อเปรียบเทียบสถิติคดีที่เข้าสู่กระบวนการคุมประพฤติสะสม 6 วัน ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2564 กับปี 2565 พบว่า คดีขับรถขณะเมาสุราปี 2564 มี 2,399 คดี ปี 2565 มี 5,200 คดี เพิ่มขึ้น 2,801 คดี คิดเป็นร้อยละ 53.8 หากเปรียบเทียบสถิติคดีรายวัน (3 ม.ค.) ปี 2565 มี 332 คดี เทียบกับปีที่แล้วมี 326 คดี พบว่าเพิ่มขึ้น 6 คดี คิดเป็นร้อยละ 1.8อธิบดีกรมคุมประพฤติกล่าวเพิ่มเติมว่า กรมคุมประพฤติเตรียมใช้มาตรการทางกฎหมายและมาตรการแก้ไขฟื้นฟูแบบเข้มข้น โดยมาตรการทางกฎหมายจะประเมินและคัดกรองผู้กระทำผิด และกำหนดมาตรการตามระดับปัญหา โดยการคุมประพฤติให้ผู้กระทำผิดปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนด ได้แก่ ให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ (กำหนด 3 เดือนต่อครั้ง ภายในระยะเวลา 1 ปี) ให้ทำงานบริการสังคมโดยไม่มีค่าตอบแทน อาจให้ผู้ถูกคุมความประพฤติทำงานเป็นรายบุคคลหรือเป็นกลุ่ม พักใช้ใบอนุญาตขับรถเป็นระยะเวลา 6 เดือน ให้เข้ารับการอบรมความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย/ วินัยจราจร ห้ามเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และให้ตรวจปัสสาวะหาสารเสพติดส่วนมาตรการแก้ไขฟื้นฟูจะคัดกรองและประเมินพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หากพบว่ามีแนวโน้มการติดสุราสูงจะส่งไปบำบัดการติดสุราที่โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นระยะเวลา 4 เดือน หากพบว่ามีแนวโน้มกระทำผิดซ้ำสูงจะส่งไปแก้ไขฟื้นฟูแบบเข้มข้นในรูปแบบค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ระยะเวลา 3 วัน โดยใช้กระบวนการกลุ่มร่วมกับการทำงานบริการสังคมที่สร้างจิตสำนึกและความตระหนักถึงผลกระทบของการขับรถในขณะเมาสุรา เช่น การดูงานห้องดับจิตและตึกอุบัติเหตุ การดูแลเหยื่ออุบัติเหตุ ผู้พิการ เป็นต้น