วัฏจักรทุกข์ชาวนา “ราคาข้าวเปลือกตกตํ่า” ยังคงตามหลอกหลอนไม่จบสิ้น สร้างความเดือดร้อนให้ต้องแบกรับภาระขาดทุนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนมีหนี้สะสมพอกพูนแทบไร้แสงสว่างลืมตาอ้าปากกลายเป็น “ยิ่งทำยิ่งล่มจม ทำจนต้องเสียนา” เพราะต้นทุนการทำนามีทั้งค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าน้ำมันขนส่งแพงขึ้นทุกรายการ “สวนทางกับราคาขายตกต่ำกว่าต้นทุน” ชาวนาต้องขายข้าวขาดทุนทุกฤดูกาล “หลายคนต้องถอดใจ เลิกทำนา” ฉะนั้นเวลานี้ห่วงโซ่ข้อแรกในวงจรผลิตข้าวเพื่อการส่งออกกำลังผุพังลงช้าๆนั่งเฝ้ารอ “รัฐบาล” เข้ามาแก้ปมให้ชาวนาหลุดพ้นจากความยากจน รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) บอกว่า ปัจจัยส่งผลให้ราคาข้าวตกต่ำเริ่มต้นมาก่อนช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวในเดือนสิงหาคมถึงกันยายน“เงินบาทอ่อนค่า” ส่งผลให้ราคาซื้อขายข้าวในประเทศถูกลง...แล้วปีนี้ผลผลิตข้าวดี “การส่งออกกลับได้น้อยเป็นประวัติการณ์” ด้วยประเทศคู่แข่งดัมพ์ราคาข้าวถูกลงกว่าบ้านเรา ทำให้ข้าวค้างสต๊อกในประเทศอยู่มากแล้วยังมีข้าวใหม่ออกมาเยอะจนล้นส่งผลต่อราคาร่วงลงนี้ ข้าวราคาตกต่ำสุดมักเป็น “ข้าวเหนียว” ประเทศไทยส่งออก 10% ของผลผลิตทั้งหมด ส่วนผลผลิตทั่วโลกมีอยู่ราว 400-500 ล้านตัน ในจำนวนนี้ ซื้อขายกัน 8-9% ดังนั้น “ตลาดข้าวเหนียวเป็นตลาดบาง” เหมือนกับ “ตลาดหุ้นมีคนถือไว้เยอะซื้อขายไม่กี่เปอร์เซ็นต์” แต่ถ้าซื้อขายกันราคาจะเปลี่ยนเป็นขาขึ้นทันทีเช่นเดียวกับ “ข้าวเหนียวปีใดราคาดี” ชาวนามักหันมาปลูกเยอะมากเกินความต้องการ “ราคาก็ร่วงเป็นปกติการซื้อขาย” แล้วช่วงเก็บเกี่ยวข้าวก็มีฝนจนถูกตัดความชื้นอีก ทำให้ราคาข้าวเหนียวแกว่งลงมากถ้าเทียบการส่งออกข้าวทั้งหมดในช่วงเดือน ม.ค.-พ.ย.2562 ตัวเลขกลมๆ 7 ล้านกว่าตัน ปี 2563 ส่งออก 5 ล้านกว่าตัน ปี 2564 ส่งออกเดือน ม.ค.-ก.ย. 3 ล้านกว่าตัน ตั้งแต่เดือน พ.ย.มานี้ ตัวเลขการส่งออกค่อนข้างขยับสูงขึ้นเรื่อยๆด้วยราคาข้าวถูกกว่าเวียดนามในรอบหลายปี จนสามารถแย่งพื้นที่ตลาดเอเชียกลับมาได้ช่วงนี้แต่ก็มีข่าวว่า “เวียดนาม” มีแนวโน้มลดพื้นที่ปลูกลงจาก “ราคาตลาดโลกไม่มั่นคง” เกษตรกรต้องหันปลูกพืชชนิดอื่นแทน โดยเฉพาะสามเหลี่ยมลุ่มแม่น้ำโขงนครโฮจิมินห์กำลังลดการปลูกข้าวอย่างเห็นได้ชัด หากเป็นในส่วน “อินเดีย” นับเป็นประเทศคู่แข่งที่น่ากลัวด้วยข้าวพันธุ์ลูกผสมผลผลิตต่อไร่สูงแล้ว “ขายราคาถูก” ในปีนี้ตัวเลขส่งออกข้าวมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ 20 ล้านตัน แซงหน้าบ้านเรา 3 ปีติด ที่มีตลาดส่งออกหลักในแอฟริกา เอเชีย เช่น จีน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ขยับขึ้นเป็นเจ้าโลกส่งออกเรียบร้อย ประเด็นต่อมา “คุณภาพข้าวไทย” เรื่องนี้ไม่เคยมีปัญหาเกี่ยวกับคุณภาพ ตามที่เราส่งออกข้าวราคาแพงได้มาจาก “คุณภาพดี” แล้วเชื่อว่า “ผู้ประกอบการโรงสี” คงไม่ฆ่าตัวตายด้วยการนำข้าวเกรดต่ำย้อมแมวขายกันแน่ๆ แต่ปัญหามีว่า “การปลูกข้าวเป็นเวลานาน” มักมีเมล็ดข้าวพันธุ์อื่นติดจากรถเกี่ยวข้าวด้วยเวลาเพาะปลูกเมล็ดพันธุ์อื่นนี้ก็ปะปนลงแปลงนาด้วย จนเป็นปัญหาให้ต้องถูกหักเงินเยอะขึ้นตอกย้ำ “การพัฒนาวิจัยพันธุ์ข้าวไทย” มักใช้กลไกปัญหาเกษตรกรเป็นตัวตั้งมากกว่าใช้หลักการผลิตข้าวตามความต้องการตลาดเหมือน “เวียดนาม” ทำให้ส่งออกข้าวได้มากแซงบ้านเรามาจนทุกวันนี้สมัยก่อนประเทศไทยผลิตข้าว 30 ล้านตันข้าวเปลือก/ปี ส่งออกข้าว 7-8 ล้านตันข้าวสาร/ปี ในปีนี้ลดลงแหลือ 4-5 ล้านตันข้าวสาร เพราะราคาข้าวถูกกำหนดไว้ 2 ปัจจัย คือ 1.เทวดาฟ้าดินอันเกี่ยวกับฝนฟ้าอากาศ และ 2.นโยบายประเทศอื่น สิ่งนี้รัฐบาลไทยไม่อาจบังคับกำหนดได้ ทำให้ราคาข้าวมักแปรปรวนอยู่ตลอด สถานการณ์ราคาข้าวตกต่ำเช่นนี้ “ประเทศไทยต้องปรับโครงสร้างภาคเกษตร” ด้วยการจ่ายเงินอุดหนุนช่วยเหลือแบบผูกมัดปรับตัว เช่น พื้นที่ใดไม่เหมาะเพาะปลูกก็กำหนดการชดเชยกี่ปี เพื่อให้ปรับนำที่ดินทำอย่างอื่น โดยเฉพาะภาคกลางมีน้ำมาก “ควรปลูกพืชอื่นเพิ่มมูลค่า” ไม่ต้อง ตะบี้ตะบันปลูกข้าวที่มีต้นทุนสูง 3 รอบ...ถ้าปล่อยออกไปแบบนี้คงมีแต่ “เจ๊งเสียหาย” สาเหตุปัญหาจาก “ชาวนาไม่ยอมปรับตัว”เพราะการทำนาไม่ต้องดูแลมากแล้ว “น้ำท่าก็ใช้ฟรี” มีเงินอุดหนุนอย่างน้อย 3 ต่อ คือ โครงการประกันรายได้ที่คิดต้นทุนบวกกำไรไว้ โครงการ เงินช่วยเหลือปรับปรุงคุณภาพไม่เกิน 20 ไร่ ไร่ละ 1 พันบาท และโครงการจํานํายุ้งฉางอีกด้วยสิ่งเจ็บแสบกว่านั้น “เกษตรกรบางคนมีพื้นที่ทำนามากกว่า 40 ไร่” ต้องการได้รับเงินอุดหนุนปรับปรุงคุณภาพข้าวไม่เกิน 20 ไร่ ไร่ละ 1 พันบาท ก็มีการแยกครอบครัวออกเป็น 2 ครัวเรือน หรือ 3 ครอบครัว จนทำให้ตัวเลขเกษตรกรจดทะเบียนเพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจน ที่สามารถตรวจสอบย้อนหลัง 5 ปีมานี้ดังนั้น ปีนี้รัฐบาลตั้งวงเงินในการประกันรายได้ 8 หมื่นกว่าล้านบาท ถ้ารวมโครงการคู่ขนานอื่นต้องใช้จ่ายงบประมาณ 1.8 แสนล้านบาท ทะลุเพดานเต็มวงเงินผิดวินัยการเงินการคลัง ม.28 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 แล้วในคราว “อนุมัติงบ” คณะกรรมการ นบข.ก็มีการทักท้วงเกี่ยวกับเต็มวงเงินแล้ว...ด้วยช่วงเลือกตั้ง “ฝ่ายรัฐบาล” ได้หาเสียงไว้ว่า “จะช่วยเหลือชาวนาเรื่องต้นทุนการผลิตและราคาข้าวสูงขึ้น” ทำให้ต้องทำตามคำมั่นสัญญาให้ไว้กับพี่น้องประชาชน ดังนั้น “การเมือง” ต้องจัดการแก้ไขในระหว่างนโยบายหาเสียงแล้วก่อเกิดวิกฤตินี้จะทำอย่างใด...? เพราะเป็นหน้าที่ที่ถูกเลือกมาให้แก้ปัญหาพวกนี้อยู่แล้ว ถ้าจำกันได้ในช่วง “รัฐบาล” เข้ามาบริหารประเทศใหม่ๆ “มีโครงการเปลี่ยนชาวนาไปปลูกพืชอื่น” เกษตรกรจำนวนหนึ่งสมัครรับเงินไปปลูกพืชอย่างอื่น เมื่อเห็นรายการเงินอุดหนุนปลูกข้าวสูงก็กลับไปทำนาแบบเดิม ลักษณะนี้ย่อมเป็นการให้เงินจูงใจเกษตรกรไม่ปรับตัวและเป็นการจ่ายเงินซ้ำซ้อนต้องไม่ควรมีด้วยซ้ำถึงวันนี้แล้ว “เกษตรกรจะเข้มแข็งได้จำเป็นต้องมีการปรับตัว” แต่ว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับ “ปัญหาความยากจน” ที่เป็นหน้าที่ของรัฐบาลโดยตรง ในการช่วยเหลือให้เกษตรกรพ้นจากความยากจนนั้นเช่นกรณี “แจกเงินสวัสดิการผู้มีรายได้น้อย” ต้องออกแบบตาม 2 หลักการ หลักแรก...“ดูแลผู้มีรายได้ต่ำ” ในการช่วยเหลือแจกเงินเสมือนการให้ปลาไปเลี้ยงไว้ก่อน แต่หลักการที่สอง...“ดูแลแบบสอนอาชีพ” ในการแจกเบ็ดตกปลาให้ผู้คนรู้จักทำมาหากินจับปลามาเป็นอาหาร...ขายรายได้ แต่สิ่งนี้ไม่เคยทำกันมาก่อน ประการสำคัญ “การแก้ไขปัญหาราคาข้าวตกต่ำในระยะกลางจำเป็นต้องเริ่มคิดกันได้แล้ว” เพราะจ่ายเงินอุดหนุนช่วยเหลือเฉพาะราคาข้าวตกต่ำเพิ่มทุกปี “อย่ามัวเรียกความนิยมจากชาวนา” ที่หวังฐานคะแนนเสียงเพียงกลุ่มเดียว ที่ยังมีอาชีพอื่นต่างก็มีความเดือดร้อน...รอรับการช่วยเหลือมากมายเช่นกันมิเช่นนั้นอาจถูกมองว่า “พ่อค้าแม่ค้าจ่ายภาษี” สนับสนุนนักการเมืองให้ได้รับการเลือกตั้งก็ได้หนำซ้ำ “หากปล่อยให้เกิดภาระอุดหนุนเพิ่มพูนแบบนี้เรื่อยๆ” อาจเป็นดั่งในหลายประเทศต้องประสบปัญหาทางการคลัง “จนปฏิรูปนโยบายทางการเกษตร”...ประเทศไทยคงไม่ต้องรอให้ถึงวันนั้น “นโยบายส่งเสริมเกษตรกรปรับตัวสู่ความเข้มแข็ง” แต่ถ้าเกษตรกรเดือดร้อนก็ช่วยเหลือเงินอุดหนุนครั้งคราวแล้วต้องไม่เป็นนโยบายแข่งขันกันหาคะแนนเสียง เพราะ “นบข.” หรือคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว ก็ไม่อยากให้ใช้งบประมาณอุดหนุนขนาดนี้ที่จะกลายเป็นว่า “นำเงินภาษีประชาชนมาใช้ในการหาเสียงนิยมหรือไม่” เช่นนี้ประเทศจะไปต่ออย่างไร?“ระบบเงินอุดหนุนช่วยเหลือของภาครัฐ” ต้องมีไว้ใช้เมื่อยามเกษตรกรเดือดร้อนจำเป็นจริงๆ “ไม่ควรบวกผลกำไรเข้าไปด้วย” เพราะจะทำให้เกษตรกรไม่ยอมปรับตัว แล้วต้องมีนโยบายสนับสนุนให้เกษตรกรปรับตัวชัดเจนเสมือน “การให้เบ็ดตกปลา” เพื่อทุกคนจะมีความเข้มแข็งยั่งยืนในอนาคตตามมาปัญหาจบได้ ถ้า “ฝ่ายการเมือง” กล้าตัดสินใจทำเพื่ออนาคตประเทศ ไม่มุ่งเล่นการเมือง...แก้ปัญหาความเดือดร้อนเกษตรกรแบบระยะสั้น จนกระทั่งไม่ปรับตัวกันเพียงเพราะหาคะแนนเสียง.