“Unlock เศรษฐกิจไทย” นิยามแนวทางการบริหารด้านเศรษฐกิจใหม่ ที่มีการหยิบยกมาพูดถึงในงานสัมมนา “Thailand 2022 Unlock Value” ก้าวสู่เส้นทางใหม่ ไร้ขีดจำกัด จัดโดยประชาชาติธุรกิจคุณอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง ประกาศแนวทางที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิดด้วยการเปิด 4 Unlock เศรษฐกิจไทยเริ่มที่ unlock นโยบายการคลัง เปิดช่องว่างให้มีการใช้จ่ายมากขึ้น ควบคู่ไปกับการ unlock นโยบายการเงิน ผ่อนคลายให้นโยบายการคลังทำงานได้อย่างเต็มที่unlock ล็อกดาวน์ เปิดประเทศให้เศรษฐกิจเดินได้เต็มที่ และเป็นไปตามวิถีปกติต่อไปunlock เพดานหนี้ ที่ได้ขยับเพดานหนี้สาธารณะขึ้นไปแล้วจาก 60% เป็น 70% ของจีดีพี เพื่อเพิ่มพื้นที่ทางการคลัง ดำเนินนโยบายต่างๆและ unlock ความคิด ให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างเศรษฐกิจยุคใหม่ตั้งความหวังว่า โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จะเป็น engine of growth ตัวใหม่ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาลพิษจากโควิดทำให้คนออกจากงานค่อนข้างเยอะ มีส่วนหนึ่งอยากเปลี่ยนอาชีพ จึงต้องส่งเสริมกลุ่มอาชีพให้เศรษฐกิจระดับตัวบุคคลเติบโต หรือ inclusive growth คือต้องถึงระดับประชาชนขณะที่ คุณเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการแบงก์ชาติ ชู 3 แนวทาง Unlock เศรษฐกิจ คือ1.ประสานนโยบายให้ดี ระหว่างนโยบายการเงินและการคลัง ใช้จุดแข็งของแต่ละนโยบายให้ถูกต้อง2.ทำนโยบายแบบยืดหยุ่นทางปฏิบัติ อย่ายึดติด สถานการณ์เปลี่ยนก็ปรับนโยบาย3.ให้นโยบายการเงิน หรือนโยบายโดยรวมได้ประสิทธิภาพสูงสุด ต้องรับรู้ขีดจำกัด ไม่ควรทำอย่างสุดโต่งหัวใจสำคัญคือ ถ้าขาดเสถียรภาพทั้งฝั่งการเงินและการคลังจะทำให้ทุกอย่างรวนไปหมดสัญญาณที่น่าห่วงของไทย คือ โควิดจะระบาดอีกรอบหรือไม่, การฟื้นตัวของเศรษฐกิจช้า และไม่เท่าเทียมโดยเฉพาะตัวเลขจีดีพีที่ผู้ว่าการแบงก์ชาติห่วงว่า จะเป็นการฟื้นตัวในเชิงตัวเลขขณะที่คนทั่วไปยังไม่รู้สึกกลับมาเหมือนเดิม เพราะตลาดแรงงานและรายได้ฟื้นตัวช้ากว่าตัวเลขจีดีพีโจทย์สำคัญก็คือ นโยบายการเงิน ต้องทำให้ฟื้นตัวไม่ให้สะดุด ต้องทำให้ชัวร์ว่าตลาดการเงินไม่ตึงตัวเมื่อวันก่อน เขียนถึงตัวเลขคนว่างงานโดยอ้างอิงข้อมูลจากทาง สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ที่นำข้อมูลตัวเลขมาจาก สำนักงานสถิติแห่งชาติ อีกทีระบุตัวเลขอัตราการว่างงาน ในไตรมาส 3/64 มีผู้ว่างงาน 8.7 แสนคน คิดเป็นอัตราการว่างงาน 2.25% นั้นมีข้อมูลจากอีกฝั่งคือ กระทรวงแรงงาน ที่นำข้อมูลอัตราการว่างงานของปี 2563 กับ 2564 เปรียบเทียบกันโดยของกระทรวงแรงงาน ใช้ข้อมูลยืนยันผ่านตัวเลข 13 หลัก ในบัตรประชาชนของผู้ประกันตนที่มาจากความคิดริเริ่มของรัฐมนตรีแรงงาน “สุชาติ ชมกลิ่น”ในปี 63 มีผู้ประกันตนว่างงาน 1,061,589 คน แต่มีกลับเข้าสู่ระบบ 249,899 คน และมีผู้ประกันตนรายใหม่ (เข้าสู่ระบบงานใหม่) 313,095 คน หักลบกันแล้วมีผู้ว่างงาน 498,595 คนส่วนในปี 64 ช่วง 3 ไตรมาสแรก บวกของเดือน ต.ค.อีก 1 เดือน มีผู้ว่างงาน 694,110 คน แต่กลับสู่ระบบ 473,615 คน มีผู้ประกันตนรายใหม่ 402,115 คน หักลบแล้วตัวเลขดีดขึ้นไปเป็นบวกที่ 181,620 คนก็ไม่รู้ว่าตัวเลขมันต่างกันขนาดนี้ได้อย่างไร ทั้งที่อยู่ในองคาพยพรัฐด้วยกันมันสร้างความสับสน และหวั่นวิตก...ได้นะ.เพลิงสุริยะ