วันนี้ผมขอนำปาฐกถาพิเศษของ ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง “Looking Beyoud Covid-19 : โจทย์ที่ท้าทายของเศรษฐกิจไทยหลังยุคโควิด-19” ในโอกาสครบรอบ “40 ปีวารสารการเงินธนาคาร” ซึ่งเป็นปาฐกถาที่โฟกัสไปที่ Growth Story ของไทย เจาะลึกถึง “จุดแข็ง” และ “จุดอ่อน” ของไทยอย่างชัดเจนมากนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องอ่านเพื่อให้ทันกระแสโลกที่เปลี่ยนไปดร.เศรษฐพุฒิ เริ่มต้น Growth Story ของไทยว่า “ผมขอเริ่มจากเมื่อ 40 ปีที่แล้ว หรือในช่วงทศวรรษ 1980 เรียกได้ว่าเป็น “ยุคทอง” ของเศรษฐกิจไทย ขยายตัวสูงกว่า 10% ต่อปี โดย Growth Story ของไทยที่ชัดคือ มีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI ในภาคการผลิตเพื่อส่งออก มีการลงทุนใน Eastern Seaboard โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมปิโตรเลียมและปิโตรเคมี ส่งผลให้ FDI ของไทยโตมากกว่า 100% ต่อปี หรือมีมูลค่ากว่า 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งในตอนนั้นมากกว่าเวียดนาม 500 เท่า ส่วน การส่งออกอยู่ที่ปีละกว่า 10,000 ล้านเหรียญ มากกว่าเวียดนาม 10 เท่านอกจากนี้ผลจาก Plaza Accord ทำให้เงินเยนแข็งค่าขึ้นมาก ญี่ปุ่นจึงย้ายฐานการผลิตมาไทย เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน อุตสาหกรรมยานยนต์ จึงกลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสำคัญ และวิกฤติปี 40 เงินบาทอ่อนค่าอย่างรุนแรง ทำให้การส่งออกในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และการท่องเที่ยวกลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทย โดยเริ่มเห็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นสองหลักหรือเพิ่มขึ้นเกิน 10 ล้านคนต่อปีมาถึงวันนี้ 40 ปีผ่านไป โครงสร้างเศรษฐกิจไทยก็ยังคล้ายๆเดิม ยังพึ่งพาการส่งออกในภาคเศรษฐกิจเดิมๆ คือ ยานยนต์ ปิโตรเลียม ปิโตรเคมี อิเล็กทรอนิกส์ และการท่องเที่ยว ขณะที่บริบทของโลกกลับเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ทำให้เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจของไทยอาจจะไม่แข็งแรงเหมือนเดิมเห็นได้จากหนึ่ง-การส่งออก ปัจจุบัน เวียดนามแซงไทยแล้ว โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา อัตราการขยายตัวสูงกว่าไทย 6 เท่า และปีที่ผ่านมาส่งออกได้มากกว่าไทยถึง 50,000 ล้านเหรียญ นอกจากนี้ การส่งออกของภาคอุตสาหกรรมไทย 60% ยังอยู่ในอุตสาหกรรมโลกเก่า ขณะที่มูลค่าหลักทรัพย์หรือ market capitalization ในปัจจุบันก็สะท้อนว่า ธุรกิจในภาคอุตสาหกรรมเกือบ 30% ยังอยู่ในหมวดพลังงาน เกษตร และอุตสาหกรรมอาหาร นอกจากนี้ สินค้าไทยยังไม่ “eco-friendly” จึงอาจไม่เป็นที่ต้องการของตลาดที่เริ่มให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ตัวอย่างเช่น รถยนต์สันดาปที่ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตจะถูกแทนที่ด้วยรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงอุตสาหกรรมปิโตรเลียมและปิโตรเคมีที่จะถูกกระทบจากกระแสการลด carbon ซึ่งสินค้าเหล่านี้มีสัดส่วนสูงถึง 1 ใน 4 ของการส่งออกโดยรวมของไทยสอง-FDI (การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ) เวียดนามแซงหน้าไทยแล้วเช่นกันตั้งแต่ปี 2557 และในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา FDI ของเวียดนามสูงกว่าไทยเกือบ 2 เท่า โดย FDI ของไทยที่ลดลงเป็นผลจากความน่าสนใจของไทยที่น้อยกว่าคู่แข่งในภูมิภาค ทั้งด้าน ต้นทุน และ คุณภาพแรงงาน โครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัย รวมถึงสิทธิประโยชน์ทางการค้าสาม-ภาคการท่องเที่ยว มีโอกาสต้องใช้เวลานานที่จะกลับไปเท่าช่วงก่อนโควิดที่ 40 ล้านคน พฤติกรรมนักท่องเที่ยวหลังโควิดจะเน้นเรื่องสุขภาพและสุขอนามัย ทำให้นิยมเที่ยวกลุ่มเล็ก รวมทั้งใช้เทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มความสะดวกสบายมากขึ้น การหวังพึ่งรายได้จากการท่องเที่ยวที่มาจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงย่อมเป็นไปได้ยาก อีกทั้งยังก่อให้เกิดปัญหา over tourism ซึ่งล่าสุดจากการวิจัย อันดับความสามารถในการแข่งขันภาคการท่องเที่ยว ของ World Economic Forum ด้านสิ่งแวดล้อม ไทยอยู่ในอันดับที่ 130 จาก 140 สะท้อนถึงผลกระทบที่ชัดเจนจากรูปแบบการท่องเที่ยวเดิมๆในช่วงที่ผ่านมา.“ลม เปลี่ยนทิศ”