ประเทศไทยผ่าน “การสู้กับโควิด-19 ยกสาม” ได้อย่างชนิดหืดจับ ต้องประคองตัวกันมาด้วยมาตรการป้องกันยาแรงหลายขนาน จนทำให้สถานการณ์มีแนวโน้มคลี่คลายสามารถเปิดประเทศ ต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มเสี่ยงต่ำโดยไม่ต้องกักตัว เพื่อกระตุ้นฟื้นฟูเศรษฐกิจต่อไปได้นี้แต่ว่าหนทางข้างหน้ายังคงมีความไม่แน่นอน เพราะไวรัสโควิด-19 พัฒนาการกลายพันธุ์แพร่ระบาดระลอกใหม่ได้ทุกเมื่อ แล้วมีโอกาสหวนกลับมาใช้มาตรการเข้มกระทบต่อ “เศรษฐกิจตกต่ำซ้ำ” ทำให้คนตกงาน ล้มละลาย กลายเป็นวิกฤติการเงินครัวเรือน...การเงินบุคคลเป็นหนี้สินสะสมประสบปัญหาทับถมรุนแรงสุดท้ายก็ “สู้ไม่ไหวตัดสินใจจบชีวิต” ดังปรากฏบนหน้าสื่อรายวันอยู่นี้ ดังนั้น ยิ่งโควิด-19 ระบาดยืดเยื้อยาวนานเท่าใด “กลุ่มคนเปราะบางทางเศรษฐกิจ และสังคม” ย่อมมีความเสี่ยงฆ่าตัวตายสูง นพ.ณัฐกร จำปาทอง ผอ.รพ.จิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์ ในฐานะ ผอ.ศูนย์ป้องกันการฆ่าตัวตาย ระดับชาติ บอกว่า ตามงานวิจัยพัฒนาฐานข้อมูล การฆ่าตัวตายในสถานการณ์ปกติของระบบฐานมรณบัตร กระทรวงมหาดไทย “คนไทย” มีอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จ 6-6.5 คนต่อประชากรแสนคน คิดเป็น 4,000 รายต่อปีนับแต่การระบาดโควิด-19 ผ่านมาเกือบสองปีนี้พบว่า อัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จเพิ่มสูงขึ้นเฉลี่ย 4,500-5,000 รายต่อปี ในปี 2563 มีตัวเลขอยู่ที่ 7.37 คนต่อประชากรแสนคน คิดเป็น 4,822 รายต่อปี ที่เป็นอัตราการฆ่าตัวตายสูงสุดรอบ 17 ปี ในส่วนปี 2564 คาดว่าตัวเลขน่าจะอยู่ที่ 7.4 ต่อประชากรแสนคนถ้าเทียบฐานข้อมูลอื่น “กรมสุขภาพจิต” ปรับใช้ข้อมูลใหม่ 3 ฐาน คือฐานมรณบัตร หนังสือรับรอง ทร.4/1 แบบเฝ้าระวังการฆ่าตัวตายกรมสุขภาพจิตอัตรา 10.08 ต่อแสนประชากร คิดเป็น 6,000 กว่ารายต่อปี ความเห็นส่วนตัว “การระบาดโควิด-19” เกี่ยวเนื่องกับ “เศรษฐกิจตกต่ำ” อันเป็นส่วนประกอบหนึ่งต่อ “การตัดสินใจฆ่าตัวตายมาแรงขึ้นเป็นลำดับ 2” รองมาจาก “ปัจจัยความสัมพันธ์คนรอบข้าง” ตั้งแต่คนใกล้ชิด ครอบครัว ที่มักนำสู่การฆ่าตัวตายสูงอยู่เสมอ ส่วนปัจจัยอื่นอันดับ 3-5 ก็เป็นการใช้สุรา ยาเสพติด มีโรคเรื้อรัง...เหตุนี้ “เศรษฐกิจตกต่ำจากโควิดระบาดมีความสัมพันธ์กับการฆ่าตัวตายอย่างมีนัย”ในทางวิชาการต้องหันมาให้ความสำคัญเร่งด่วนแล้วจำเป็นต้องทำอะไรสักอย่างให้ผ่านพ้นในช่วงเวลานี้ไปให้ได้...ประเด็นถัดมา “วิธีฆ่าตัวตาย” ก็ปรากฏรูปแบบเปลี่ยนแปลงไปเช่นกันแล้ววิธีพบมากที่สุดคือ การผูกคอ แขวนคอ 90% เพิ่มขึ้นจากเดิม 70% และการใช้ยากำจัดศัตรูพืช รองลงมาเป็นการรมควันยิงตัวตายตอกย้ำด้วย “ฆ่าตัวตายไลฟ์สดผ่านโซเชียลฯ” ในทางการแพทย์ด้านจิตเวชแล้วพฤติกรรมนี้เป็นการส่งสัญญาณแสดงถึง “การร้องขอความช่วยเหลือประเภทหนึ่ง” ที่ผู้นั้นอาจจะเอ่ยปากพูด หรือไม่เอ่ยขอความช่วยเหลือก็ตาม เพราะตามทฤษฎี “ผู้กระทำการฆ่าตัวตาย” มักมีช่องว่างความลังเลยับยั้งชั่งใจอยู่เสมอแม้ว่า “บางคนมั่นใจ และไตร่ตรองมาอย่างดี” แต่ว่าพฤติกรรมแห่งความลังเลมักเกิดขึ้นในใจ ได้เช่นกัน จุดนี้เป็นเสมือนการเปิดช่องให้ยับยั้งการทำร้ายตัวเองได้อยู่บ่อยครั้ง ฉะนั้นในมุมการป้องกันแล้ว “การฆ่าตัวตายไลฟ์สด” ก็เป็นช่องทางเปิดโอกาสให้ผู้อื่นสามารถเข้าชาร์จช่วยชีวิตผู้กำลังคิดฆ่าตัวตายได้ดีด้วยซ้ำ กระทั่งปัจจุบันนี้ “ตั้งหน่วยจับสัญญาณฆ่าตัวตายโลกโซเชียลฯ” ที่เกิดการรวมตัวของกรมสุขภาพจิต กองปราบปราม Influencers ชื่อดัง ทำหน้าที่ตรวจจับข้อความลักษณะส่งสัญญาณความเสี่ยงฆ่าตัวตาย เช่น ข้อความสั่งเสีย ข้อความบอกลา ข้อความวางแผนการทำร้ายตัวเอง หรือการไลฟ์สดพยายามฆ่าตัวตายรับข้อมูลแล้วก็จะมี “ผู้เชี่ยวชาญประเมินข้อความนั้น” ถ้ามีความ เสี่ยงระดับรุนแรงมากก็ประสานกองปราบปรามเร่งดำเนินการตรวจสอบหาบุคคลผู้มีความเสี่ยงนั้นอาศัยอยู่พื้นที่ใดเร่งด่วนแล้วรีบประสานโรงพักพื้นที่ที่รับผิดชอบเข้าช่วยเหลือให้ได้ทันท่วงที อันมีเกณฑ์มาตรฐานกรณีฉุกเฉินเร่งด่วนต่อ “บุคคลถ่ายทอดสดฆ่าตัวตายบนโลกออนไลน์” ให้สามารถเข้าช่วยเหลือได้เร่งด่วนในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ด้วยการติดต่อผู้อาศัยอยู่ใกล้ชิดยืดเวลาไว้ให้นานที่สุด ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเข้าช่วยเหลือผู้นั้นนับแต่เปิดปฏิบัติการกู้ชีวิตคนคิดฆ่าตัวตายโลกโซเชียลฯ ในเดือน ต.ค. 2563-เดือน ก.ย.2564 สามารถจับสัญญาณบุคคลมีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย บนโลกโซเชียลฯ ตั้งแต่ต้องการพูดคุยระบายความในใจ ระบายคลายเครียด และ ระบายความเศร้าใจแล้วให้คำปรึกษาด้านจิตวิทยา จิตเวชจำนวนกว่าหมื่นกรณีในส่วน “การกระทำระดับรุนแรง” ประสงค์ทำร้ายตัวเองชัดเจนเข้าชาร์จด้วยวิธีต่างๆ ได้ทันท่วงที 168 ราย พร้อมติดตามประเมินสุขภาพจิตต่อเนื่อง 1 ปี เพราะคนกลุ่มนี้มักมีความคิดฆ่าตัวตายย้อนกลับมาได้ในช่วงนี้... เพราะข้อมูลวิจัยใน 1 ปีนับแต่คิดฆ่าตัวตายครั้งแรกมีอัตรากระทำซ้ำสำเร็จถึง 90% ในช่วง เวลาตั้งแต่ 6 โมงเย็นถึงเที่ยงคืน ดังนั้นใน 1 ปีนี้เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญถ้าผ่านเข้าปีที่ 2 โอกาสหวนกลับคิดทำร้ายตัวเอง หรือฆ่าตัวตายซ้ำก็จะน้อยลงเหลือ 10% “อย่ามองข้ามคนโพสต์ข้อความนี้ที่เป็นกลุ่มต้องได้รับช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตเร่งด่วนเพราะบางครั้งเขาไม่มีข้อมูล หรือติดต่อเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพจิตไม่ได้ จึงต้องแสดงออกผ่านโลกออนไลน์นี้” นพ.ณัฐกร ว่าประการต่อมา “ตัวเลขฆ่าตัวตายยุคโควิด-19” เรื่องนี้ต้องเปรียบเทียบกับ “วิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540” ที่พบอัตราการฆ่าตัวตายเพิ่มสูงมีผลต่อเนื่องอีกอย่างน้อย 2 ปีทำให้ปี 2542 มีอัตรา 8.59 ต่อประชากรแสนคนถ้านำมาเทียบเคียงสถานการณ์โควิด-19 ก็เข้าใจว่าในปี 2565 น่าจะมีหลายอย่างฟื้นตัวดีขึ้น แล้วช่วงนี้เองต้องจับตา “กลุ่มฟื้นตัวไม่ได้” จะนำมาเปรียบเทียบ “คนปรับฟื้นตัวได้ดี” กลายเป็นปัจจัยเสี่ยง ให้ต้องฆ่าตัวตายสูงขึ้น โดยเฉพาะ “กลุ่มแรงงาน และผู้ไม่มีรายได้” เช่น ผู้สูงอายุ ผู้เคยมีรายได้แล้วสูญเสียไปมักมีอัตราความเสี่ยงสูงกว่า “กลุ่มเกษตร กลุ่มค้าขาย” จำเป็นต้องเฝ้าระวังกันอย่างใกล้ชิดย้ำว่า “การฆ่าตัวตายเป็นส่วนหนึ่งของความรุนแรง” ในมุมเชิงการตายผิดธรรมชาติในไทยแล้วมีการเรียบเรียงอันดับสูงสุดไว้ คือ 1.อุบัติเหตุ 2.ฆ่าตัวตาย และ 3.การฆ่ากันตายฉะนั้น การฆ่าตัวตายมากกว่าการฆ่ากันตายอยู่เสมอ ดังนั้นเรื่องนี้เป็น ปัญหาใหญ่ที่ต้องจัดการอย่างเป็นระบบ และเฝ้าระวังอย่างเข้มข้นจริงจังแล้วด้วยซ้ำ ประเด็น...“การป้องกันการฆ่าตัวตาย” ตามบททบทวนแต่ละกรณียอมรับ “เรื่องนี้ป้องกัน ได้ยาก” แต่ว่าประชาชนทั่วไปก็ควรรู้จักสังเกต “คนใกล้ชิดมีพฤติกรรมเปลี่ยนผิดปกติ” ตั้งแต่อารมณ์แปรปรวน แยกเก็บตัวเงียบอยู่คนเดียว พูดจาแปลกไป และบ่นความทุกข์หาทางออกไม่ได้ แล้วไม่เคยได้รับช่วยเหลือลักษณะนี้คนใกล้ชิดมักมองข้ามนึกไม่ถึงอยู่บ่อยๆ ดังนั้นบางครั้งไม่จำเป็นต้องรู้ต้นสายปลายเหตุแล้ว “เปิดปฏิบัติการเข้าแทรกแซงความคิด หรือ แผนการฆ่าตัวตายได้ทันที” เพื่อซื้อเวลาชะลอไม่ให้ผู้นั้นกระทำการได้สำเร็จภายใน 24 ชม. เมื่อผ่านพ้นจุดนี้โอกาสหวนกลับมาคิดทำร้ายตัวเองจะไม่เกิดขึ้นอีกตลอดชีวิตเลยด้วยซ้ำ...ด้วยการเฝ้าดูอยู่ด้วยกัน “อย่าให้คลาดสายตา”เพราะส่วนใหญ่คนคิดฆ่าตัวตายมักมีคำพูดในใจว่า “ไม่มีใครสามารถช่วยเขาได้” เปรียบเสมือนติดเกาะมีโทรศัพท์มือถือไม่มีสัญญาณในการติดต่อโลกภายนอก ดังนั้นเราจำเป็นต้องหาสัญญาณเชื่อมต่อตอบสนองโดยวิธีใดวิธีหนึ่งให้เขารู้สึกว่ามีคนได้ยิน และรับฟังสิ่งเขาพูดอยู่นั้นโชคดีปีที่ผ่านมาเราทำงานเน้น “การฟัง” สิ่งนี้สามารถช่วยลดการทำร้ายตัวเองลงได้ดีมาก แต่การพูดให้คำปรึกษากลับไม่ได้ทำให้คนฆ่าตัวตายน้อยลง และไม่ช่วยให้คนกำลังมีความทุกข์ดีขึ้นเลยด้วยซ้ำเช่นนี้ในห้วงเวลาคับขัน “การมีใครสักคนคอยอยู่รับฟัง” มักเกิดพลังมหาศาลเสมอ ฉะนั้น คนใกล้ชิดอย่ามองข้าม “พลังแห่งการฟัง” เป็นวิถีกรรมของมนุษยชาติในการเชื่อมโยงแต่ละคนเข้าหากันได้ดีที่สุดทุกปัญหามีทางออกเสมอ “อย่าจมติดอยู่กับมัน” ต้องมองให้เห็นความสุขแล้วทางแก้ปัญหาจะมาเอง โดยเฉพาะ “ครอบครัว” มีส่วนสำคัญ หมั่นสังเกตความผิดปกติ “สมาชิกในบ้าน” พยายามรับฟังพูดคุยให้กำลังใจแก้ไขร่วมกัน สิ่งนี้จะช่วยให้ปัญหาคลี่คลายในยามวิกฤติได้.