สถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ ในภูมิภาคยุโรปได้แสดงให้ประจักษ์แล้วว่า การฉีดวัคซีนอย่างครอบคลุมถือเป็นเรื่องจำเป็น และต้องเร่งให้ได้ตามเป้าหลังจากการประเมินในหลายประเทศของยุโรปพบว่า อัตราการฉีดวัคซีนที่ชะลอตัว ได้ทำให้ไวรัส กลับมาผงาดอีกครั้ง ประกอบกับการเปิดเมืองเต็มรูปแบบ ได้กลายเป็นปัจจัยเร่งให้เชื้อยิ่งกระจายอย่างรวดเร็ว โดยยอดการติดเชื้อล่าสุดอยู่ที่หลักหมื่นคนต่อวัน และมีทิศทางเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน ยอดผู้ล้มป่วยเข้าโรงพยาบาล ที่เพิ่มขึ้นในอัตราหลักสิบเปอร์เซ็นต์ เมื่อเปรียบเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า อย่างเยอรมนี มียอดผู้ป่วยอาการรุนแรง 2,828 คน ฝรั่งเศส 1,049 คน เนเธอร์แลนด์ 345 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ยังไม่เข้ารับการฉีดวัคซีน หรือผู้สูงอายุวัย 60 ปีขึ้นไป ที่มีอาการป่วยรุมเร้าอยู่แต่เดิม ประเทศเหล่านี้มีสัดส่วนประชากรฉีดวัคซีนครบสองโดส 66.5 เปอร์เซ็นต์ 69 เปอร์เซ็นต์ และ 73 เปอร์เซ็นต์จนสุดท้ายภาพเก่าๆก็เริ่มหวนกลับมา ทางการต้องบังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์แบบจำกัดพื้นที่ ไปจนถึงการใช้แนวทางใหม่ ที่อาจจะกลายเป็นเรื่องปกติในอนาคต คือบังคับยื่นหลักฐานการฉีดวัคซีนครบ หากต้องการเข้าใช้บริการห้างร้าน ภัตตาคาร โรงภาพยนตร์ สถานบริการต่างๆโดยเยอรมนีเริ่มประกาศใช้ไปแล้วเมื่อ 15 พ.ย. ขณะที่ฝรั่งเศสอยู่ระหว่างพิจารณาเพิ่มเงื่อนไข โดยเล็งให้ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.เป็นต้นไป ผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี จะต้องยื่นหลักฐานการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 หรือ “บูสเตอร์โดส” กันแล้ว มิฉะนั้น ก็จะถูกกีดกันจากการใช้ชีวิตในสังคมไปโดยปริยาย ส่วนอังกฤษ ก็เพิ่งมีการปรับระยะเวลาการฉีดเข็มสาม ไม่จำเป็นต้องรอ 6 เดือนหลังฉีดเข็มสอง ลดกรอบเวลาให้เหลือ 5 เดือนก็พอประเทศไทยมีตัวเลขปรากฏมาก่อนหน้านี้ว่ายังมีคนไม่ได้รับการฉีดวัคซีนกว่า 10 ล้านคน ซึ่งไม่ได้มีรายละเอียดว่าเพราะอะไร แต่สำหรับที่ยุโรปนั้น มีการพบความเชื่อมโยงว่าพื้นที่ที่ประชาชนมีอัตราการเข้ารับฉีดต่ำ เป็นฐานเสียงของกลุ่มการเมือง ที่มีแนวคิดต่อต้านการฉีดวัคซีน พ่วงมาด้วยปัจจัย คนไม่ชอบรัฐก็ไม่ฟังรัฐดังนั้น จึงมองได้หรือไม่ว่า ความอคติของคนเรานั่นเอง ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา และซ้ำร้ายยังส่งผลต่อสถานการณ์โดยรวม จากที่จะได้กลับมาเป็นปกติก็ต้องเสียโอกาสนั้นไป!?ตุ๊ ปากเกร็ด