ความขัดแย้งกำลังตั้งเค้ากลับมาใหม่ ตามสัญญาณที่ 23 องค์กรนิสิต-นักศึกษา ออกแถลงการณ์ตอบโต้คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ยอมรับกระบวนการไต่สวนที่ไม่เป็นธรรม กรณีชี้ขาด 10 ข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันของ 3แกนนำกลุ่มราษฎร เข้าข่ายการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขกลุ่มยังเจนฯผนึกกำลังฮือต้านคำวินิจฉัย ยืนกราน “ปฏิรูปไม่ใช่การล้มล้าง” เตือนให้ระวังกระแสลมจะทวีความรุนแรงจนกลายเป็นพายุกระแสความไม่พอใจของเด็กรุ่นใหม่จุดติดกันทันทีทันใดเอฟเฟกต์คำวินิจฉัยศาลถูกจับตามองจะเขี่ยเชื้อไฟให้ปะทุ กระตุ้นการแสดงพลังลงถนน ไม่สนข้อห้ามที่ให้ยกเลิกการกระทำ และห้ามเคลื่อนไหวหมิ่นเหม่ อย่างที่ “รุ้ง” น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล แกนนำราษฎร ยืนกรานข้อเรียกร้องไม่มีวัตถุประสงค์ล้มล้างการปกครองและยืนยันจะเดินหน้าผลักดันการปฏิรูปสถาบันและการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ต่อไปเจ็บแต่ไม่จบ ม็อบเด็กเตรียมฮึดสู้ เดินหน้าต่อตามจุดยืนเดิม ไม่สนคำขู่จะถูกเช็กบิลเล่นงานคดีอาญาต่อเนื่อง อยู่ที่จะกลับมาเร้าอารมณ์มวลชนได้เข้มข้นเหมือนเก่าหรือไม่ เพราะมีคำวินิจฉัยศาลผูกมัดการเคลื่อนไหวอาจจะต้องลดเพดานบินลง จะไปทะลุฟ้าแบบเดิมคงยากเกมนอกสภามีหัวเชื้อไปสู่ความรุนแรง สะเทือนถึงการเมือง ตามการชี้โพรงให้เร่งยุบพรรคก้าวไกลที่มีคดีคาอยู่ใน กกต. กรณีหนุนหลังม็อบสามนิ้วและการแก้มาตรา 112 โดยใช้คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเป็นสารตั้งต้นโดมิโนคดีล้มล้างการปกครองฯเริ่มจากม็อบราษฎร เขย่าไปพรรคก้าวไกล สะเทือนถึงพรรคเพื่อไทยทีมนายใหญ่เซฟตัวเองสุดฤทธิ์ ไม่ให้ถูกจู่โจมเป็นสถานีต่อไป ตั้งบังเกอร์แน่นหนา ป้องกันแรงสั่นสะเทือน ไม่ให้ถูกเขย่าล้มเป็นโดมิโนตัวต่อไปโดยเฉพาะการตั้งการ์ดสูงการแสดงจุดยืนแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 ที่อาจถูกเหมารวมเข้าข่ายล้มล้างการปกครองตกที่นั่งเดียวกับม็อบเด็กและพรรคก้าวไกลได้จากเดิมที่สู้แบบกล้าๆกลัวๆอยู่แล้ว อาจจะต้องอยู่นิ่งๆ ยืนคุมเชิง ไม่แสดงจุดยืนล่อแหลมอย่างท่าทีล่าสุดที่ทำได้แค่การยื่นญัตติด่วนขอตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาและสอบหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกระบวนการบังคับใช้กฎหมายที่ล้นเกินและขัดต่อหลักนิติธรรมต่อผู้ต้องขังทางการเมืองทำได้แค่เขี่ยๆ ขอให้ศึกษากว้างๆคดีทั่วไปที่ผู้ต้องขังทางการเมืองไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่ได้เฉพาะเจาะจงต้องเป็นคดีมาตรา 112 เท่านั้น ป้องกันการเกิดจุดจบรอบสาม“บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม พอได้เบาแรง เพราะม็อบเด็กคงเคลื่อนไหวลำบาก อาจไม่ดุเดือดเหมือนเก่า ขณะที่คู่แข่งการเมืองอย่างพรรคเพื่อไทย-พรรคก้าวไกล หากจะชูประเด็นแก้ไขมาตรา 112 ตีตลาดเด็กรุ่นใหม่ อาจติดร่างแหล้มล้างการปกครองไปด้วยสถานการณ์ภายนอก พอเบาใจลงได้ระดับหนึ่ง แต่ประมาทไม่ได้ ยังสุ่มเสี่ยงบานปลายได้ตลอด ขณะที่เกมในรัฐบาลทรงๆทรุดๆ ต้องจัดมีตติ้งกระชับความสัมพันธ์ ตามคิวที่ “ลุงป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นโต้โผนัดกินข้าวกระชับมิตรพรรคร่วมรัฐบาล วันที่ 26 พ.ย.นี้ เชื่อมสัมพันธ์พรรคพลังประชารัฐ กับ “ภูมิใจไทย-ประชาธิปัตย์” ที่มักระหองระแหงเป็นระยะๆจัดดินเนอร์เติมความแน่นเฟ้น ซักซ้อมคิวป้องกันสภาล่มให้ดี เพราะหลังจากนี้จะมีคิวกฎหมายสำคัญรอเข้าสภาฯ ขืนพลาดพลั้งขึ้นมา อาจตายยกกระดานแต่ที่น่าห่วงกว่าความขัดแย้งในพรรคร่วมรัฐบาลคือ อาการร้าวฉานเรื้อรังในพลังประชารัฐ เพราะที่เห็นนิ่งๆไปก็แค่คลื่นลมสงบชั่วคราวคู่พิพาทหลัก “บิ๊กตู่” กับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ต่างซ่องสุมกำลังโดยเฉพาะ ร.อ.ธรรมนัสที่กำลังเดินสาย ขยายบารมีในพรรคอย่างหนัก เห็นได้จากการรวบรวมไพร่พลตั้งทีม ส.ก.ในสังกัดสนาม กทม. หรือการไปตะลุยเปิดสาขาพรรคที่ จ.นราธิวาส ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาหันมาตีตลาดเมืองกรุง และพื้นที่ด้ามขวาน ไม่ได้หยุดนิ่งแค่โซนภาคเหนือตอนล่างกองกำลังในพรรคของ “ผู้กองนัส” ยิ่งโตขึ้นเท่าไร “บิ๊กตู่” ก็ยิ่งระแวงหนักมากขึ้น ยังไม่นับรวมการปรับ ครม.ที่สองฝ่ายจะต้องเปิดหน้าบู๊ วัดกำลังอีกยกใหญ่ สภาพผู้นำคงได้สะบักสะบอมมากขึ้นการเมืองนอกสภาก็น่าห่วง การเมืองในสภาก็ไว้ใจไม่ได้ สถานการณ์อมโรคหนัก เส้นทางเรือเหล็กทุลักทุเลมากขึ้นทุกที.ทีมข่าวการเมือง