ผ่านโค้งแรก สัปดาห์แรกของการเปิดประเทศไปแล้วดูท่าทางรัฐบาลจะพออกพอใจกับตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่เดินทางเข้าไทยตามรายงานของ ศบค. ณ วันที่ 8 พ.ย. พบว่า 10 ประเทศ ที่เดินทางเข้าไทยสูงสุด หลังเปิดประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1-6 พ.ย. มีดังนี้สหรัฐอเมริกา 2,465 คน, เยอรมนี 2,334 คน, สหราชอาณาจักร 1,376 คน, ญี่ปุ่น 1,258 คน, เกาหลีใต้ 906 คน, รัสเซีย 905 คน, สวิตเซอร์แลนด์ 838 คน, สวีเดน 724 คน, ฝรั่งเศส 695 คน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 542 คนขณะที่แนวโน้มการฉีดวัคซีนก็เริ่มดีวันดีคืน ถึงขั้นที่ นายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศด้วยความพึงพอใจกับสัญญาณที่ดีขึ้นต่อเนื่องทั้งผู้ติดเชื้อใหม่ที่ลดจำนวนลงอยู่ในหลักพัน ยอดผู้เสียชีวิตต่ำกว่าร้อยติดต่อกันหลายสัปดาห์ และยังมีแนวโน้มที่จะลดลงอย่างต่อเนื่องจำนวนผู้รักษาหายป่วยกลับบ้านมากกว่ายอดผู้ป่วยติดเชื้อรายวันข้อมูลจาก เว็บไซต์บลูมเบิร์ก ณ วันที่ 6 พ.ย. มียอดตัวเลขการฉีดวัคซีนโควิด-19 ใน 184 ประเทศทั่วโลก แล้วมากกว่า 7,200 ล้านโดสประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 18 ของโลก และอยู่ในอันดับ 3 ของอาเซียนยอดการฉีดวัคซีนสะสมกว่า 80 ล้านโดสแล้ว แบ่งเป็น เข็มแรก 43,978,814 โดส เข็มที่สอง 33,950,925 โดส เข็มที่สาม 2,551,969 โดส และ เข็มที่สี่ 2,719 โดสรวม 80,484,427 โดส คิดเป็น 65.44% ของประชากรทั่วประเทศประเทศที่ฉีดวัคซีนได้มากที่สุดคือ จีน อินเดีย สหรัฐอเมริกา บราซิล และอินโดนีเซียด้วยอัตราการฉีดต่อวันประมาณ 6–8 แสนโดสต่อวัน ขณะนี้ ทำให้คาดการณ์ว่าหากยังคงฉีดวัคซีนด้วยความเร็วระดับนี้ต่อไป ไทยจะสามารถฉีดวัคซีนอย่างน้อย 1 โดสให้ครอบคลุมประชากร 75% ได้ภายใน 1 เดือนสอดคล้องกับนโยบายเปิดประเทศแบบปลอดภัย (Smart Entry) ของรัฐบาล เพื่อเดินหน้าพลิกฟื้นเศรษฐกิจกันต่อไปแต่จากมุมมองของ คุณศุภวุฒิ สายเชื้อ นักเศรษฐศาสตร์เบอร์ต้นๆ มองว่าที่รัฐบาลคาดหวังว่ารายได้จากการท่องเที่ยวจากต่างประเทศในปีหน้า จะสูงถึง 1 ล้านล้านบาทดูจะไม่ง่ายนักจากยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทยเพียง 86,000 คน ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปลายเดือน ก.ย.โดยเทียบกับสิงคโปร์ ที่พยายามจะเปิดประเทศเช่นกัน และถือเป็น 1 ในประเทศอาเซียนที่มีการฉีดวัคซีนที่สูงมาก โดยเฉพาะวัคซีน mRNA ครบ 2 โดสแล้วให้กับประชากร 84%แต่จำนวนผู้ติดเชื้อกลับเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงเดือน ต.ค.ด้านการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก จะเห็นได้ว่า จีดีพีโลก (5.9%) ในภูมิภาคเอเชีย (7.2%) และ ประเทศตลาดเกิดใหม่ (6.4%) ทั้งหมดฟื้นตัวไปก่อนหน้า และฟื้นตัวมากกว่าไทย (ที่ขยายตัวเพียง 1%) ไปแล้วในปีนี้หมายความว่า จีดีพีไทยจะไล่หลังจีดีพีโลกไม่ทันขณะที่การส่งออกของไทยได้อานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในปีนี้อย่างมาก จึงไม่น่าจะขยายตัวสูงมากนักในปีหน้าเอาเหอะ ไม่ว่าสภาวการณ์ข้างหน้าจะเป็นไปตามที่รัฐบาลคาดหวังหรือไม่ก็ได้แต่ภาวนาให้ประเทศไทยก้าวพ้นหลุมดำนี้ไปให้ได้.“เพลิงสุริยะ”