ราคาข้าวเปลือกที่ตกต่ำที่สุดในรอบ 10 ปีของไทย กำลังกลายเป็นวิวาทะอันไร้สาระของ พรรคเพื่อไทย เจ้าของนโยบาย “รับจำนำข้าว” กับ พรรคประชาธิปัตย์ เจ้าของนโยบาย “ประกันราคาข้าว” ที่ไม่เคยช่วยให้ชาวนาเงยหน้าอ้าปากได้เลยตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ซํ้ายังส่งผลเสียต่อชาวนาไทยและข้าวไทยในระยะยาวอีกด้วย ปีนี้ราคาข้าวเปลือกตกต่ำจนถูกกว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 1 ซอง ข้าวเปลือกเหนียว ล่าสุด 5 พ.ย. ขายได้ กก.ละ 5.80 บาท ตํ่ากว่าปีก่อนซึ่งขายได้ กก.ละ 8-10 บาทราคาข้าวที่ตกตํ่าของไทยสวนทางกับราคาอาหารทั่วโลกที่กำลังเพิ่มสูงขึ้น องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุว่า ราคาอาหารทั่วโลกปีนี้เพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 10 ปี โดยเฉพาะ ข้าวสาลีราคาเพิ่มขึ้นไปเกือบ 40% ในรอบ 12 เดือน แต่ข้าวไทยกลับมีราคาตกตํ่าที่สุดในรอบ 10 ปี เป็นไปได้อย่างไรนายธนาพล ธรรมโนขจิต ผู้จัดการตลาดกลางข้าวและพืชไร่กาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า การรับซื้อข้าวเปลือกปัจจุบันส่วนมากจะเป็น ข้าวเปลือกเหนียว กข.22 เกี่ยวสดรับซื้อ กก.ละ 5.50-6 บาท ตากแห้ง กก.ละ 7.80-8 บาท ส่วนข้าวเปลือกเจ้า กข.15 เกี่ยวสดรับซื้อ กก.ละ 8-8.50 บาท ตากแห้ง กก.ละ 10.50–11 บาท นายปี วรรณศรี ชาวนากาฬสินธุ์ วัย 69 ปี บอกว่า ต้นทุนปลูกข้าวต่อไร่อยู่ที่ประมาณ 5,600 บาท ผลผลิตต่อไร่ราว 400 กก. ถ้าขาย กก.ละ 5 บาท ก็จะได้เงิน 2,000 บาท ขาดทุนไร่ละ 3,600 บาท แล้วชาวนาจะอยู่ได้อย่างไรโครงการประกันราคาข้าวของรัฐบาล แม้จะช่วยได้บ้างแต่ไม่มาก เพราะจำกัดจำนวนแต่ละครัวเรือน เช่น เงินประกันราคาข้าวที่จะจ่ายวันพรุ่งนี้ 9 พ.ย. วงเงิน 13,225 ล้านบาท คุณ สมเกียรติ กิมาวหา รองผู้จัดการ ธ.ก.ส. เปิดเผยว่า จะจ่ายให้กับชาวนาที่ปลูกข้าว 5 ชนิด ข้าวเปลือกหอมมะลิ ตันละ 15,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 14 ตัน ไม่ได้ช่วยทั้งหมดที่ปลูกได้ ข้าวเปลือกหอมมะลินอกเขต ตันละ 14,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 16 ตัน ข้าวเปลือกเจ้า ตันละ 10,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 30 ตัน ฯลฯ ชาวนาได้รับเงินช่วยเหลือครัวเรือนละไม่กี่หมื่นบาท ไม่คุ้มต้นทุนการปลูกข้าว จึงต้องจนซํ้าซากเป็นหนี้เพิ่มอยู่อย่างนี้ปัญหาที่แท้จริงของชาวนาไทย ผมขอเรียนกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ คุณจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯและรัฐมนตรีพาณิชย์ ไว้ตรงนี้อีกครั้งว่า เป็นเพราะผลผลิตข้าวต่อไร่ที่ตํ่ามาก ไม่คุ้มค่ากับต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น ทุกวันนี้ ชาวนาไทยยังปลูกข้าวได้ไร่ละ 400 กว่า กก.เหมือน 20–30 ปีก่อน ในขณะที่ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นไปไม่รู้เท่าไหร่ สิ่งที่รัฐบาลต้องทำ โดยเฉพาะ กระทรวงเกษตรฯ ของ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ก็คือ การหาข้าวพันธุ์ดีให้ผลผลิตต่อไร่สูง เอาไปให้ชาวนาปลูกแทนข้าวพันธุ์เดิมๆที่ให้ผลผลิตต่อไร่ตํ่าการประกันราคาข้าว หรือ จำนำข้าว เป็นการแก้ที่ปลายเหตุ เพิ่มภาระต่องบประมาณแผ่นดิน เช่น การประกันราคาข้าวในปีการผลิต 2563/2564 ต้องใช้เงินถึง 1.52 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าของปีก่อน ทางเดียวที่จะ แก้ปัญหาข้าวและชาวนาไทยให้ยั่งยืน ผมยืนยันว่า ต้องปลูกข้าวพันธุ์ดีที่เพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น ไม่ปล่อยให้ชาวนาปลูกข้าวไปตามยถากรรม แล้วรัฐบาลก็ประกันราคาหาเสียงกันทุกปี ผลที่ได้กลับตรงข้าม กลายเป็นการทำให้ชาวนาไทยและอุตสาหกรรมข้าวไทยอ่อนแอลงไปทุกวัน อย่างไร้อนาคต27 ต.ค.ที่ผ่านมา จีนได้แถลง ความสำเร็จในการทดลองปลูกข้าว 2 พืช (Double-cropping rice) ข้าวพันธุ์ใหม่ที่พัฒนาโดย หยวนหลงผิง บิดาแห่งข้าวจีน ที่ เมืองซานย่า มณฑลไหหลํา ซึ่งมีอากาศเขตร้อนใกล้เคียงกับไทย ได้ผลผลิตสูงถึง 1,586.86 กก.ต่อมู่ (1 มู่เท่ากับ 0.4 ไร่) หรือ 3,967.15 กก.ต่อไร่ เทียบกับ 400 กก.ต่อไร่ของชาวนาไทย ผลผลิตต่างกันถึง 10 เท่า ชาวนาจีนจึงรวยกว่าชาวนาไทย 10 เท่า ต่อให้ขายข้าวราคาถูกกว่าก็ยังรวยกว่าอยู่ดี เรื่องนี้ผมคิดว่ารัฐบาลรู้ดี แต่แกล้งโง่ ผลประโยชน์ทับซ้อนมันเยอะ.“ลม เปลี่ยนทิศ”