น่าสงสัยพรรคการเมืองได้สัญญาณที่ส่อแสดงว่าอาจมีการเลือกตั้งในไม่ช้าหรืออย่างไร หลายพรรคจึงประกาศส่งผู้นำพรรคชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทยส่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล พรรคประชาธิปัตย์ส่งนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ พรรคก้าวไกลส่งนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แต่พรรคแกนนำยังนิ่งอยู่เนื่องจากความขัดแย้งภายในพรรค พรรคพลังประชารัฐยังไม่รู้จะลงเอยอย่างไร จึงยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ จะส่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันเข้าประกวดอีกหรือไม่ หรืออาจเพราะตัวเองเป็นผู้กำหนดว่าจะให้เลือกตั้งเมื่อไหร่ จึงไม่กระตือรือร้น เพราะยังไม่ถึงเวลาการที่พรรคสำคัญๆ เปิดตัวผู้ท้าชิงนายกรัฐมนตรี ทำให้ดูเสมือนว่าประเทศไทยจะมีการเลือกนายกฯ ซึ่งไม่เป็นความจริง รัฐธรรมนูญเพียงแต่ให้พรรคเสนอชื่อผู้สมัครนายกฯ พรรคละไม่เกิน 3 ชื่อ ก่อนวันเลือกตั้ง ส.ส.เพื่อประกาศให้ประชาชนรับรู้ ถ้าพรรคชนะและเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล จะให้ใครเป็นนายกฯบทถาวรของรัฐธรรมนูญระบุว่า ผู้ที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องได้เสียงสนับสนุนจากเสียงเกินกึ่งหนึ่ง คือ 251 เสียงขึ้นไป แต่บทถาวรของรัฐธรรมนูญ มาตรา 259 เป็นแค่เรื่องหลอกๆ แต่การเลือกนายกฯของจริงต้องใช้บทเฉพาะกาล มาตรา 272 ให้ ส.ส. กับ ส.ว. 250 คน ร่วมเลือกนายกฯด้วย250 ส.ว.มาจากการแต่งตั้งของหัวหน้า คสช. และมีสิทธิเลือกหัวหน้า คสช.เป็นนายกฯ เป็นบทบัญญัติที่ขัดหลักการของประชาธิปไตยโดยสิ้นเชิง จึงได้รับการขนานนามเป็น “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” หรือ “เผด็จการครึ่งใบ” มาตรา 272 เป็นประเด็นที่นักประชาธิปไตยขอแก้ไขมากที่สุด แต่ถูกควํ่ากลางสภาผลการสำรวจความนิยมของประชาชน อยากให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี โดยนิด้าโพล เสียงส่วนใหญ่ 32.61% ประกาศยังไม่ชอบใคร 17.54% สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 11.15% ชอบคุณหญิงสุดารัตน์ 11.05% เลือกนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ตามด้วย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ได้ 9.07%ตามด้วยนายกรณ์ จาติกวณิช (2.58%) นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ (2.33%) นายจุรินทร์ (1.54%) นายอนุทิน (1.24%) ด้วยคะแนนนิยมในหมู่ประชาชนระดับตํ่าสุดๆ แบบนี้ จะได้รับเลือกเป็นนายกฯได้อย่างไร แต่ขอให้ถือเสียว่าผลของนิด้าโพลช่วยให้นักการเมืองเร่งสร้างศรัทธาในหมู่ประชาชน.