นักการเมืองให้ความสำคัญต่อความเห็นของประชาชนอย่างจริงจังแค่ไหน อาจเป็นมาตรวัดความเป็นประชาธิปไตย ของประเทศนั้นๆ ตัวอย่างเช่นที่ประเทศญี่ปุ่น ผลการสำรวจความเห็นของประชาชน หรือโพลหลายครั้ง พบว่าคะแนนนิยมของนายกรัฐมนตรีโยชิฮิเดะ ซูกะ มักจะต่ำกว่า 30% จึงขอสละตำแหน่งตามประเพณีประชาธิปไตย ในระบบรัฐสภาของญี่ปุ่น นายซูกะยังไม่ต้อง ลาออกจากนายกรัฐมนตรี เพียงแต่ประกาศว่าจะไม่ลงแข่งขันในการเลือกประธานพรรคเสรีประชาธิปไตยในวันที่ 29 กันยายนนี้ ก็มีผลกับการลาออก เปิดทางให้ผู้นำพรรค เสรีฯ ซึ่งเป็นพรรคเสียงข้างมาก ให้รัฐสภาเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ทั้งๆที่นายซูกะเพิ่งจะอยู่ในตำแหน่งได้แค่ปีเดียว แต่ต้องตัดสินใจไปเมื่อรู้ว่าประชาชนไม่นิยมเชื่อถือ เนื่องจากผลงานที่ไม่ประทับใจในการแก้ไขวิกฤติโควิด ต้องขอสดุดีนายซูกะที่รับฟังความคิดเห็นประชาชน ยอมเสียสละตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อเห็นแก่พรรค ที่อาจแพ้เลือกตั้ง ถ้านายกรัฐมนตรีขาลงเปรียบเทียบกับการเมืองไทย เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา นิด้าโพลของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์เปิดเผยผลการสำรวจความเห็นประชาชน แม้จะไม่ได้ถามถึงคะแนนนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยตรง แต่ก็มีผลเท่ากัน เช่นถามว่าเห็นด้วยหรือไม่ ถ้า พล.อ.ประยุทธ์จะเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐมีประชาชนส่วนใหญ่ 56.11% ตอบว่าไม่เห็นด้วย มีเพียง 10.33% ที่เห็นด้วย นิด้าโพลถามอีกว่าเห็นด้วยหรือไม่ ถ้า พล.อ.ประยุทธ์จะตั้งพรรคการเมือง เพื่อเป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีก 4 ปี ก็ได้คำตอบเหมือนกัน กลุ่มตัวอย่าง 58.24% ไม่เห็นด้วย เพราะผลงานไม่ประทับใจ มีเพียง 19.97% ที่เห็นด้วยผลของนิด้าโพลชี้ชัดเจน คะแนนนิยม พล.อ.ประยุทธ์อยู่ในช่วงขาลง และลงมาโดยตลอด ผลโพลทุกครั้งล้วนแต่ได้คะแนนต่ำอย่างต่อเนื่อง ต่ำกว่านายก รัฐมนตรีญี่ปุ่น แต่ พล.อ.ประยุทธ์ก็ดูเหมือนจะเฉยๆไม่สนใจผลโพล ไม่ให้ความสำคัญกับเสียงประชาชน เพราะไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ไม่ได้มาจากประชาชนไทยกับญี่ปุ่นมีพื้นฐานการปกครองประเทศที่เป็นแบบอำนาจนิยมเหมือนกัน ทั้งสองประเทศเพิ่งจะเปลี่ยนการเป็นประชาธิปไตยแบบโลกตะวันตกไม่ถึงร้อยปี ประชาธิปไตยญี่ปุ่นเพิ่งจะอายุ 74 ปี แต่ไปได้สวยมาก ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ส่วนประชาธิปไตยไทย อายุ 89 ปีแล้ว แต่ยังร่อแร่และล้าหลัง.