กะว่าจะเขียนเรื่องรัสเซียกับญี่ปุ่นให้จบภายในตอนเดียว ปรากฏว่าไม่จบครับ ขออนุญาตมารับใช้ในวันพุธนี้กันต่อ เมื่อวานถึงตอนที่รัสเซียแพ้ญี่ปุ่นอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดที่พอร์ตอาร์เทอร์เมื่อ 2 มกราคม 1905 พอข่าวมาถึงรัสเซีย กระแสต่อต้านพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ก็กระหึ่มไปทั้งจักรวรรดิ และนี่ละครับ นำไปสู่เหตุการณ์วันอาทิตย์นองเลือดหรือ Bloody Sunday ที่มีส่วนทำให้ราชวงศ์โรมานอฟที่ปกครองรัสเซียสืบต่อจากราชวงศ์วาแรนเจียนล่มสลายราชวงศ์โรมานอฟปกครองรัสเซียระหว่าง ค.ศ.1613-1917 (304 ปี) มีพระมหากษัตริย์ที่มีสถานะเป็นซาร์ 14 พระองค์ และซารีนา (สตรี) 4 พระองค์ รวมทั้งหมด 18 พระองค์ ต้องล่มและกลายเป็นราชวงศ์สุดท้ายที่ปกครองจักรวรรดิรัสเซีย เพราะแพ้สงครามกับญี่ปุ่น ตอนนั้นมีกลุ่มการเมืองมากมายหลายกลุ่ม เรียกร้องให้พระเจ้า ซาร์ปฏิรูปสังคมและการเมือง แต่พระเจ้าซาร์ทรงนิ่งเฉย ประชาชนทนไม่ไหวจึงเดินขบวนอย่างสันติในกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเพื่อถวายฎีกาต่อพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ทหารยิงใส่กลุ่มผู้เดินขบวน มีผู้คนล้มตายไปหลายคน นี่คือเหตุการณ์วันอาทิตย์นองเลือด กระแสต่อต้านพระเจ้าซาร์แพร่ขยายกระจายไปทั้งประเทศ จนเกิดการปฏิวัติ ค.ศ. 1905 (ตอนนั้นพวกเลนินและพวกนักปฏิวัติทั้งหลายยังอยู่ต่างประเทศ)พระเจ้าซาร์สั่งให้นายพลรอเจสต์เวนสกีนำกองเรือแปซิฟิกที่ 2 มา ‘จัดการสั่งสอนพวกญี่ปุ่นที่อวดดีให้รู้สำนึก’ ถ้าใครศึกษาเรื่องกองเรือรัสเซียในสมัยพระเจ้าซาร์ จะเห็นว่ามีจำนวนมาก แต่ค่อนข้างมีการปฏิบัติการเฟอะฟะ ไม่ค่อยตรวจสอบอะไรชัดเจน เจอเรือจับปลาของอังกฤษก็เข้าใจผิดว่าเป็นเรือรบญี่ปุ่น ยิงจนเรือหาปลาจมไป 1 ลำ และเสียหายอีกหลายลำ จึงถูกอังกฤษบังคับให้ขอโทษอย่างเป็นทางการและต้องชดเชยค่าเสียหายเป็นจำนวนมาก ทั้งโลกล้อกองเรือรัสเซียในสมัยนั้นว่า ‘กองเรือหมาบ้า’พระเจ้าซาร์ไม่ทรงสนพระทัยในกิจการบ้านเมือง เอาแต่ส่งพระราชสาส์นสั่งให้คนโน้นทำโน่น คนนี้ทำนั่น อย่างไม่ค่อยมีเหตุผล เช่นสั่งให้กองเรือรัสเซียแปซิฟิกที่ 2 แล่นจากอ่าวฟินแลนด์ในทะเลบอลติก (ขั้วโลกเหนือ) มาพอร์ตอาร์เทอร์ที่อยู่ใกล้ญี่ปุ่น ก็รู้อยู่แล้วว่าเรือแล่นผ่านคลองสุเอซไม่ได้เพราะอังกฤษมีอิทธิพลคุมคลองสุเอซอยู่ (อังกฤษเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่นเมื่อ ค.ศ.1902) ทำให้เรือต้องไปอ้อมแหลมกู๊ดโฮปที่ขั้วโลกใต้เรือประจัญบานรัสเซียสมัยนั้น เมื่อรวมกับกองเรือ ทำให้กองเรือรัสเซียมีจำนวนมากถึง 50 ลำ เรือบางลำก็เก่า เรือใหม่ก็มีการทดสอบไม่ครบตามมาตรฐาน ทหารชั้นประทวนและพลทหารก็เกณฑ์มาจากชาวนา เรือสมัยนั้นใช้ถ่านหิน ก็บรรทุกถ่านหินกันบานเบอะ เพื่อจะให้เพียงพอกับการเดินทาง 28,968 กิโลเมตรเพื่อมารบกับญี่ปุ่น ในตอนนั้น ไม่มีใครช่วยรัสเซียเลย จะมีก็แต่ฝรั่งเศส ที่มีสนธิสัญญาไมตรีฝรั่งเศส-รัสเซีย ค.ศ. 1894 ที่แอบช่วยเหลือรัสเซียอย่างลับๆพระเจ้าซาร์สั่งกองเรือแปซิฟิกที่ 2 ให้รอกองเรือแปซิฟิกที่ 3 มาสมทบ แต่นายพลรอเจสต์เวนสกีไม่ปฏิบัติตามเพราะกองเรือฯ ที่ 3 ไม่เข้มแข็ง มีแต่เรือรบเก่าๆกลัวจะเป็นภาระ พระเจ้าซาร์ทรงยืนยันคำสั่งให้รอ นายพลรอเจสต์เวนสกีจึงขอลาออก พระเจ้าซาร์ไม่ให้ลาออกจนกว่าจะรบกับกองเรือญี่ปุ่นเสียก่อน กว่าจะรอและได้รบก็โน่นละครับ กลางเดือนพฤษภาคม 1905การบริหารราชการแผ่นดินในยุคของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ไม่เข้มแข็ง เกิดวิกฤติศรัทธาในการบริหารราชการแผ่นดินจากทหารและประชาชน ทหารเรือรบเพราะถูกสั่งให้รบ แล่นเข้าไปทำยุทธนาวีซึ่งฝ่ายญี่ปุ่นมีพลเรือเอกโทโง เป็นผู้บัญชาการประวัติศาสตร์ที่ทำให้คนรัสเซียอายจนถึงทุกวันนี้ก็คือ ยุทธการที่ช่องแคบสึชิมะ ที่เริ่มเมื่อเช้าตรู่ของวันที่ 27 พฤษภาคม 1905 กะว่าจะเขียนให้จบวันนี้ก็ไม่จบอีกแล้วครับ ต้องขอต่อวันพรุ่งนี้เสียแล้วครับ.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.com