ป้องกันขั้นสูงสุด ยังไม่ผ่านจุดพีก นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ออกมาเปิดเผยถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ว่าเริ่มจะเห็นสัญญาณของการชะลอตัวและมีสัญญาณของผู้ป่วยที่หายดีมากกว่าผู้ติดเชื้อรายวันแม้จะมียอดผู้ติดเชื้อใหม่อยู่มากกว่า 20,000 คน ก็ตาม“กระทรวงสาธารณสุขได้วิเคราะห์ว่าหากเราสามารถที่จะเพิ่มประสิทธิภาพของการล็อกดาวน์ได้มากกว่านี้ก็จะสามารถลดยอดผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตได้มากขึ้น”“ที่ประชุม ศบค. มีมติให้ขยายเวลาการบังคับใช้มาตรการออกไปจนถึงสิ้นเดือน ส.ค.64 ซึ่งหากเราสามารถควบคุมการล็อกดาวน์ได้ดีขึ้นกว่านี้ อาจจะสามารถผ่านจดสูงสุดของยอดการติดเชื้อได้ภายในสิ้นเดือนนี้”“เริ่มลดลงอย่างต่อเนื่องได้ในต้นเดือนกันยายน ซึ่งจะทำให้สามารถปรับมาตรการการควบคุมและผ่อนคลายกิจการและกิจกรรมบางอย่างได้”นี่เป็นความคืบหน้าล่าสุดจากคำยืนยันของหัวหน้ารัฐบาลและย้ำด้วยว่าการที่จะสามารถลดยอดผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตได้นั้นต้องมาจากความพยายามและความร่วมมือของพวกเราทุกคน เนื่องจากการระบาดครั้งนี้มาจากเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่แพร่ระบาดและกระจายได้รวดเร็วมาก“ทำให้มีการประมาณการว่าอาจจะมีผู้ติดเชื้อที่ไม่รู้ตัวอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่ได้รับการตรวจหาเชื้อรวมไปถึงผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วด้วยและเกิดการติดเชื้อในบ้านต่อคนในครอบครัวเป็นจำนวนมาก”คณะแพทย์ที่ปรึกษา ศบค.จึงลงความเห็นว่าในช่วงเวลานี้ประชาชนทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ใดต้องยกระดับการป้องกันตัวเองด้วยหลักการที่เรียก่าป้องกันโรคขั้นสูงสุดที่ครอบคลุมทุกคนในการดำเนินชีวิตทุกเรื่องที่อาจเกิดความเสี่ยงจึงมีแนวปฏิบัติดังนี้1.ออกจากบ้านเมื่อจำเป็นเท่านั้น2.เว้นระยะห่างจากคนอื่นอย่างน้อย 1-2 เมตร ในทุกสถานที่3.สวมหน้ากากอนามัยทับด้วยหน้ากากผ้าตลอดเวลาทั้งที่อยู่นอกบ้านและในบ้านที่มีคนมากกว่า 2 คน4.ล้างมือบ่อยๆด้วยสบู่และเจลทุกครั้งก่อนรับประทานอาหาร หลังใช้ห้องน้ำหรือหลังจากไอ จาม หรือสัมผัสวัตถุหรือสิ่งของที่ใช้ร่วมกัน5.หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า6.ผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงหรือผู้สูงอายุให้เลี่ยงการออกจากบ้าน7.ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อพื้นผิวที่ถูกสัมผัสบ่อยๆ8.แยกของใช้ส่วนตัวทุกชนิด ไม่ควรใช้ร่วมกับผู้อื่น9.เลือกทานอาหารที่ร้อนหรือปรุงสุกใหม่ๆ และแยกชุดกัน10.หากสงสัยว่าตนเองมีความเสี่ยงควรได้รับการตรวจด้วย ATK เพื่อยืนยันว่ามีการติดเชื้อหรือไม่ หรือไปรับการตรวจรักษาที่สถานพยาบาลใกล้บ้านเป็นอันว่าต้องรอลุ้นไปจนถึงสิ้นเดือน ส.ค. หากสถานการณ์ดีขึ้น เดือน ก.ย.ก็จะเป็นเดือนที่ปลอดโปร่งแต่นั่นก็จะต้องปฏิบัติตามมาตรการที่คณะแพทย์แนะนำเอาไว้เพียงแต่ภาครัฐจะต้องบริหารจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยมิฉะนั้นจะฝ่าด่านกระแสต่อต้านไปได้ยาก...“สายล่อฟ้า”