ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมที่บริเวณสามเหลี่ยมดินแดงติดต่อกันหลายวัน ถูกยกระดับจากการใช้แก๊ส น้ำตาเป็นยิงด้วยกระสุนยาง การเผาป้อมตำรวจ และการใช้กระสุนจริง มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 3 ราย บางรายถึงสาหัส นำไปสู่การโต้เถียง “ใครใช้กระสุนจริง” ยิงประชาชนจากคำชี้แจงของฝ่ายตำรวจ อ้างว่า ในช่วงการชุมนุม เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ตำรวจยิงเข้าใส่ฝูงชนที่หน้าสถานีตำรวจจริง แต่เป็นการยิงด้วยกระสุนยางและยืนยันตำรวจไม่เคยใช้กระสุนจริง ทำนองว่าจะโบ้ยให้เป็นฝีมือของ “มือมืด” หรือ “มือที่สาม” มีเสียงเรียกร้องให้รัฐสภาตรวจสอบร่วมกับคณะผู้เชี่ยวชาญในขณะที่กำลังโต้เถียงกันว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นเหตุหนึ่งที่นำไปสู่ความรุนแรงหรือไม่ ต้องถือว่าเป็นที่น่ายินดี ที่มีรายงานข่าวว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างแก้ไข พ.ร.บ.โรคติดต่อ 2558 โดยเพิ่มหมวดว่าด้วยการจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุข ในการป้องกัน ระงับ ควบคุม และขจัดโรคติดต่อพูดอีกอย่างก็คือ ต่อไปนี้จะมีกฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉิน ในด้านสาธารณสุขเป็นของตนเอง ไม่ต้องพึ่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 2548 ที่กลายเป็นกฎหมายสารพัดโรคอย่างที่เป็นอยู่ขณะนี้ ที่มีการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินมั่ว ทั้งปราบปรามการ ก่อการร้าย ปราบปรามโรคระบาดโควิด–19 และควบคุมการชุมนุมทางการเมือง เสี่ยงต่อการนำไปสู่ความรุนแรงรัฐบาลเคยสัญญาว่าจะแก้ไข พ.ร.บ.โรคติดต่อ เพื่อรับมือกับโควิดที่เพิ่งเริ่มระบาด ให้เจ้าหน้าที่รัฐและรัฐบาลมีอำนาจเต็มในการป้องกันและขจัดโรคระบาด โดยไม่ต้องใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเพราะ ไม่ใช่กฎหมายปราบปรามโรค รัฐบาลก็ไม่ได้แก้ไขเสียที ยังคงประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินมาเกือบ 2 ปีจนกระทั่งกระทรวงสาธารณสุขเสนอออก “พระราชกำหนด” หรือ พ.ร.ก.เพื่อคุ้มครองบุคลากรด้านสาธารณสุข ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา ทางวินัย แต่มีเสียงคัดค้านจากหลายฝ่าย เพราะกลัวว่าจะเป็นการนิรโทษกรรมให้นัก การเมือง ครม.จึงอนุมัติให้แก้ไข พ.ร.บ.โรคติดต่อ ที่มีบทคุ้มครองเจ้าหน้าที่ สธ.ด้วยถึงเวลาที่รัฐบาลจะต้องบังคับใช้กฎหมายให้ตรงกับวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างแท้จริง ไม่เลือกใช้กฎหมายอำนาจนิยม เพื่อแก้ไขสารพัดปัญหา โดยเฉพาะ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่มีแนวโน้มที่ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐเกิดความโอหังคลั่งอำนาจ เพราะไม่ต้องรับผิดใดๆ ทั้งทางแพ่ง ทางอาญาและทางวินัย.