คนไทยทั้งประเทศต่างจับตามอง การชุมนุมทางการเมือง ในวันที่ 15 สิงหาคม ซึ่งมีนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ “บ.ก.ลายจุด” เป็นแกนนำ จะเป็นไปด้วยความสงบ ไม่มีการปะทะกันระหว่างตำรวจกับฝูงชนตามเจตนารมณ์หรือไม่ เป็นการชุมนุมที่รุนแรงแบบเดิมๆหรือไม่การชุมนุมทางการเมืองใน กทม.ในระยะหลังๆโดยเฉพาะในต้นเดือนสิงหาคมเป็นต้นมา แม้จะเป็นการชุมนุมที่ไม่ยืดเยื้อ แต่มักเริ่มด้วยความรุนแรง เนื่องจากรัฐบาลและตำรวจยึด พ.ร.ก.ฉุกเฉินเป็นหลัก ถือว่าการชุมนุมผิดกฎหมาย แค่กลุ่มผู้ชุมนุมนัดรวมตัวกันที่จุดหนึ่งก็มีสิทธิถูกจับกุมคุมขัง ถูกสลายการชุมนุมด้วยแก๊สน้ำตา ถูกยิงด้วยกระสุนยางถึงบาดเจ็บถูกส่งโรงพยาบาลมีข้อมูลระบุว่า ตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคมเป็นต้นมา มีผู้ชุมนุมถูกจับกุมดำเนินคดีกว่า 130 คดี ข้อหาหลักคือฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี โทษปรับอีกต่างหาก นอกจากนั้นอาจโดนข้อหาตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อตำรวจคงไม่พูดถึง พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ 2558 ซึ่งประกาศใช้ในยุครัฐบาล คสช.เป็นกฎหมายจัดระเบียบการชุมนุมโดยตรง อาจเป็นเพราะว่าลงโทษน้อยไป ตำรวจไม่มีอำนาจสั่งสลายการชุมนุม หากเป็นการชุมนุมโดยสงบ ต่างจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 2548 ที่ลงโทษแบบครอบจักรวาลหลายคนอาจสงสัย ทำไมการชุมนุมในยุคนี้จึงมักนำไปสู่ความรุนแรง แต่ความจริงก็คือ การชุมนุมหลายครั้งในอดีตก็เกิดความรุนแรงถึงบาดเจ็บล้มตายกว่าปัจจุบันหลายเท่า จนกลายเป็นวัฒนธรรมการเมืองไทย ชอบเปลี่ยนแปลงการเมืองด้วยความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นพฤษภาทมิฬ 2535 หรือ 2553 หรือ 2557ในอดีตแกนนำผู้ชุมนุมบางคนประกาศกร้าว “เผาไปเลยพี่น้อง ผมรับผิดชอบเอง” เป็นการใช้ความรุนแรงทางวาจา นักการเมืองบางคนถือคติว่า การชุมนุมต้องรุนแรง อาจมีบาดเจ็บล้มตาย จึงจะได้รับความสนใจ หรือประสบความสำเร็จ แบบนี้ต้องถือเป็นความหลงผิด เป็นมิจฉาทิฐิทางการเมืองหลายทศวรรษที่ผ่านมา หลายฝ่ายพยายามจะปลูกฝังแนวทางต่อสู้ทางการเมืองแบบสันติแต่ยังไร้ผล แม้แต่ พล.อ.ประยุทธ์ก็เคยสัญญา หลังการทำรัฐประหารจะขจัดความขัดแย้งในสังคมไทย แต่เมื่อได้อำนาจมาแล้ว นอกจากจะไม่พยายามสร้างความปรองดองแล้ว ยังกลายเป็นคู่ขัดแย้งเสียเองจากการสืบทอดอำนาจ.