เมื่อวันศุกร์ที่แล้วศาลแพ่งได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวในคดีที่บริษัท รีพอร์ตเตอร์ โปรดักชั่น จำกัด กับพวกรวม 12 คน ยื่นฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ ผอ.ศบค. ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนข้อกำหนดที่ออกตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน (ฉบับที่ 29) ลงวันที่ 29 ก.ค.64 ที่ให้อำนาจ กสทช.ตัดสัญญาณอินเตอร์เน็ต และดำเนินคดีสื่อออนไลน์ หากพบมีการเผยแพร่ข่าวบิดเบือนหรือเฟกนิวส์ โดยศาลแพ่งมีคำสั่งคุ้มครองห้ามบิ๊กตู่บังคับใช้ข้อกำหนดดังกล่าวเป็นการชั่วคราว(ทุกครั้งที่รัฐบาลอยู่ในสถานการณ์เพลี่ยงพล้ำ คำสั่งปิดปากสื่อมวลชนมักถูกงัดออกมาใช้เสมอ เป็นเหมือนยาวิเศษที่ผู้นำจากการทำรัฐประหารชอบใช้ ยังดีที่ครั้งนี้ถูกเบรกไว้ก่อน ไม่เช่นนั้นสื่อมวลชนคงตีแผ่ข่าวสารข้อเท็จจริงได้ยากขึ้น และประชาชนจะถูกจำกัดการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะในภาวะโควิดระบาดเข้าขั้นวิกฤติ)คำสั่งศาลแพ่งครั้งนี้สรุปใจความได้ว่า ข้อกำหนดฉบับที่ 29 ข้อ 1 ที่ห้ามเผยแพร่ข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว มิได้จำกัดเฉพาะข้อความอันเป็นเท็จ ดังเหตุผลตามที่ระบุไว้ในการออกข้อกำหนดดังกล่าว ย่อมเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของโจทก์และประชาชนที่รัฐธรรมนูญบัญญัติคุ้มครองไว้ ทั้งยังไม่ต้องด้วยข้อกำหนดฯที่ระบุว่า จำเป็นต้องมีมาตรการที่กำหนดให้การใช้สิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกเป็นไปอย่างมีเหตุผลถูกต้องตามข้อเท็จจริงตามกรอบที่รัฐธรรมนูญกำหนด ทั้งข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวตามข้อกำหนดดังกล่าวนั้น มีลักษณะไม่แน่ชัดและขอบเขตกว้าง ทำให้โจทก์ ประชาชน และผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนไม่มั่นใจในการแสดงความคิดเห็นและสื่อสารตามเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญมาตรา 34 วรรคหนึ่ง และมาตรา 35 วรรคหนึ่ง บัญญัติคุ้มครองไว้นอกจากนี้ยังเป็นการ จำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ ไม่ต้องด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 26 วรรคหนึ่ง ทั้งไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์หรือแนวทางการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อมิให้มีการปฏิบัติที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่โจทก์ หรือประชาชนเกินสมควรแก่เหตุส่วนข้อกำหนดฯ ข้อ 2 ที่ให้อำนาจระงับการให้บริการอินเตอร์เน็ตแก่เลขที่อยู่ไอพี (IP address) ที่มีการเผยแพร่ข้อความหรือข่าวสารที่ฝ่าฝืนข้อกำหนดฯ ไม่ปรากฏว่ามาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ให้อำนาจนายกฯ ออกข้อกำหนดให้ระงับการให้บริการอินเตอร์เน็ต จึงเป็นข้อกำหนดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อินเตอร์เน็ตมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด และรัฐสั่งปิดพื้นที่หรือล็อกดาวน์จำกัดการเดินทางหรือการพบปะระหว่างบุคคล ทั้งข้อกำหนดดังกล่าวมิได้จำกัดเฉพาะการกระทำครั้งที่เป็นเหตุแห่งการระงับเท่านั้น แต่ยังระงับการให้บริการอินเตอร์เน็ตในอนาคตด้วย ปิดกั้นการสื่อสารของบุคคล และเป็นการปิดกั้นสุจริตชนผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ต้องด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 36การให้ข้อกำหนดทั้ง 2 ข้อดังกล่าวมีผลบังคับใช้ต่อไป อาจทำให้เกิดความเสียหายที่ยากแก่การเยียวยาแก้ไขในภายหลังได้ กรณีมีเหตุจำเป็นเห็นเป็นการยุติธรรม และสมควรในการนำวิธีชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้ และ การระงับการบังคับใช้ข้อกำหนดดังกล่าวไม่น่าเป็นอุปสรรคแก่การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินของรัฐหรือแก่ประโยชน์สาธารณะ เพราะยังมีมาตรการทางกฎหมายหลายฉบับให้สามารถดำเนินการผ่านช่องทางสื่อสารต่างๆ อีกทั้งรัฐสามารถใช้สื่อวิทยุและโทรทัศน์ในการกำกับเป็นเครื่องมือให้ความรู้ เพื่อการรู้เท่าทันสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือนแก่ประชาชนได้ผมอ่านคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลแพ่งแล้ว รู้สึกว่า รัฐบาลมักง่าย ลุแก่อำนาจ ถึงได้กล้าออกข้อกำหนดที่หละหลวมและไม่สมเหตุสมผลถึงเพียงนี้ สื่อมวลชนไทยไม่ได้มีหน้าที่เชลียร์รัฐบาล เราเสนอข่าวตามข้อเท็จจริงและมีความรับผิดชอบ ข่าวเสียวไส้น่าหวาดกลัวก็เพราะข้อเท็จจริงน่ากลัวคนป่วยตายด้วยโควิดมากขนาดนี้ จะให้บอกว่ารัฐบาลเอาอยู่หรือครับ?ลมกรด