สถานการณ์ของบ้านเมืองเราตอนนี้ มีแต่เสียงก่นเสียงด่า ผมกำลังนึกว่าโลกเราน่าจะสวยกว่านี้ หากคนในโลก เลือกที่จะมีคำชมให้กันและกันในหนังสือเรื่องเล็กๆ ความหมายใหญ่ๆ (สำนักพิมพ์อินสไปร์ พ.ศ.2553) ผมเลือกอ่านเรื่องพลานุภาพของคำชม เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง แต่สุริยเทพ ไชยมงคล เขียนตอนเริ่มต้นเหมือนนิยายในฤดูใบไม้ผลิ ค.ศ.1852 ขณะอีวาน ตูร์เกเนฟ นักเขียนชื่อดังของรัสเซีย กำลังออกไปล่าสัตว์ เขาเก็บนิตยสารยับๆ ฉบับหนึ่งได้โดยบังเอิญ เขาพลิกดูสองสามหน้า เจอบทความบทหนึ่ง หัวข้อวัยเด็กเขาอ่านจบแล้ว ประทับใจมากนี่เป็นบทความของนักเขียนหัดใหม่ ไม่มีชื่อเสียงเรียงนามแต่อย่างใด เขาติดตามเสาะหาที่อยู่ หนุ่มน้อยไม่ได้อยู่บ้าน เขาเจอแต่ป้าซึ่งเลี้ยงดูเขามา บอกว่า เขาชื่นชมบทความเรื่องนั้นแค่ไหนทั้งยังย้ำว่า ถ้าหากหนุ่มน้อย รักอาชีพนักเขียนต่อไป เขาจะมีอนาคตที่สดใสในโลกหนังสือแน่นอนเมื่อจดหมายจากป้าถึงหนุ่มน้อย หนุ่มน้อยอ่านแล้วดีใจจนแทบคลั่ง เขาสารภาพภายหลัง เขาเขียนบทความเรื่องนั้นเพียงเพื่อระบายความทุกข์ความเศร้า และความเหงาเท่านั้นคำชมของตูร์เกเนฟ นักเขียนใหญ่ จุดประกายให้หนุ่มน้อยเรียกความมั่นใจ และคุณค่าในตัวเองคืนมานับแต่นั้น หนุ่มน้อยก็เขียนบทความ และผลงานการประพันธ์อีกมากมาย ต่อเนื่องยาวนาน สุดท้ายโลกก็ได้รู้จักเขาในฐานะนักเขียนรางวัลโนเบล...คนหนึ่งคุณๆน่าจะรู้จักบ้างหรอกหนา! เขาเขียนนิยาย เรื่อง สงครามและสันติภาพ เขาชื่อ ลีโอ ตอลสตอยนิยายเรื่องนี้ยาว และถึงวันนี้ คนรุ่นใหม่อาจจะหาอ่านไม่ได้ง่าย ลองนึกถึงเรื่องเล่าสั้นๆ ที่ผู้คนเอามาเล่า และเล่าต่อๆกันไป จนไม่รู้จักตัวผู้เขียนสักเรื่องพระจักรพรรดิ ผู้ปกครองอาณาจักรยิ่งใหญ่ ทรงดิ้นรนหาผู้รู้ เพื่อตอบคำถามสามข้อข้อ 1 ใคร สำคัญที่สุด ข้อ 2 เวลาไหน สำคัญที่สุด และข้อ 3 อะไรสำคัญที่สุดไม่นานเกินไป จักรพรรดิก็เจอผู้รู้ ที่ให้คำตอบ ต่อไปนี้คนที่สำคัญที่สุด คือคนตรงหน้าเวลาที่สำคัญที่สุด ก็คือเวลานี้และข้อ อะไรสำคัญที่สุด ก็คือการทำประโยชน์ให้ผู้อื่นอ่านเรื่องเล่านี้ ลองใคร่ครวญ ระดับสติปัญญาของผู้เขียน คือ ตอลสตอย จะสักแค่ไหนความยิ่งใหญ่ของตอลสตอย ในช่วงปลายชีวิต รัฐบาลต้องจัดคนไปนั่งจดทุกคำพูด ที่ออกจากปาก ไม่เว้นกระทั่งประโยคที่ไม่มีสาระ “ฉันจะเข้าห้องน้ำ”เรื่องเล่าของตอลสตอยยืนยันว่า คำชมนั้นถ้าให้ถูกที่ถูกคน ส่งพลานุภาพยิ่งใหญ่ ถ้าโลกมีนักเขียนระดับนี้หลายๆคน น่าจะช่วยสร้างสรรค์จิตใจผู้คน ให้รักใคร่สามัคคีกันมากกว่าที่เห็นๆกันอยู่คนในโลกนี้ เกิดมาล้วนมีข้อดี ให้เลือกชมคนระดับผู้นำ ที่กำลังส่งเสียงผลักไสไล่ส่งกัน เท่าที่ผมพอนึกได้ จะว่ากันไปก็มีข้อดี มีเสียงบ่นๆบ้าง แต่อย่างน้อยก็ยังอดทนทำงานต่อส่วนคนที่รักและเลือกที่จะด่าและด่านั้น ในทางพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าสอนว่า โกธัง ฆัตวา สุขัง เสติ ฆ่าความโกรธได้ เป็นสุข เกิดมาแล้วไม่อยากมีความสุข ก็ตามใจปะไร.กิเลน ประลองเชิง