เมื่อหลายปีก่อน มีกลุ่มนักวิจัยพบซากดึกดำบรรพ์หรือฟอสซิลอุจจาระที่เรียกว่าคอปโปรไลต์ (coprolite) ในหมู่บ้าน Krasiejów ทางตะวันตกเฉียงใต้ของโปแลนด์ นักวิจัยจึงตัดสินใจสแกนด้วยรังสีเอ็กซ์ย่านพลังงานสูงจากแหล่งกำเนิดแสงซินโครตรอน ที่ศูนย์เครื่องมือฉายรังสีซินโครตรอนยุโรป ในฝรั่งเศส เพื่อตรวจดูภายในอึดึกดำบรรพ์นั้นก็พบว่าสิ่งที่อยู่ภายในคือแมลงปีกแข็งที่ยังไม่บุบสลายหลายตัวก่อนหน้านี้ ซากฟอสซิลแมลงมักจะพบในก้อนอำพันที่เป็นฟอสซิลของยางไม้ ทว่าการค้นพบฟอสซิลแมลงในคอปโปรไลต์ ทำให้นักวิจัยสามารถมองย้อนกลับไปในอดีตได้มากขึ้น โดยเฉพาะได้เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับวิวัฒนาการของแมลงและใยอาหารในช่วงเวลาที่ยังไม่เคยได้สำรวจ นักบรรพชีวินวิทยาจากมหาวิทยาลัยอุปซอลาในสวีเดน และนักกีฏวิทยาจากมหาวิทยาลัยซุนยัดเซ็น ในไต้หวัน ที่ร่วมกันศึกษาวิจัยฟอสซิลอึดังกล่าว เผยว่า แมลงปีกแข็งตัวเล็กจิ๋วเหล่านี้ยาวประมาณครึ่งนิ้ว รูปร่างลักษณะเปราะบาง หนวดและขาถูกเก็บรักษาไว้อย่างสมบูรณ์ดี พร้อมระบุว่าคอปโปรไลต์ก้อนนี้มีอายุย้อนไปถึงยุคไทรแอสสิก (Triassic) เมื่อประมาณ 230 ล้านปีก่อน และแมลงปีกแข็งที่ฝังอยู่ภายในก้อนอึก็เป็นสายพันธุ์ใหม่มีชื่อว่า Triamyxa Coprolithicaนอกจากนี้ ขนาดความกว้างและรูปร่างของคอปโปรไลต์ทำให้นักวิจัยสามารถชี้ชัดถึงแหล่งที่มาหรือเรียกง่ายๆว่าเจ้าของอึก้อนนี้ก็คือ Silesaurus opolensis เป็นสัตว์เลื้อยคลานโบราณ มีจะงอยปากยื่นยาวราว 2 เมตร น้ำหนัก 15 กิโลกรัม ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของไดโนเสาร์ และพวกมันอาศัยอยู่ในพื้นที่แถบนี้ในยุคไทรแอสสิกนั่นเอง.(ภาพประกอบ Credit : QvarnstrOm et al.)