หลังจากเวลาผ่านมาเกือบ 20 ปี ฉากสงครามใน “อัฟกานิสถาน” ของสหรัฐอเมริกา ก็กำลังจะจบลงอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 11 ก.ย.โดยถือเป็นทั้งจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดภายในวันเดียวกัน 11 ก.ย. 2544 เหตุโศกนาฏกรรมสะเทือนขวัญ กลุ่มคนร้ายจี้เครื่องบินโดยสาร พุ่งชนตึกแฝดเวิลด์ เทรด เซ็นเตอร์ นครนิวยอร์ก ได้พาสหรัฐฯ เข้าสู่ยุคสงครามต่อต้านก่อการร้าย นำกำลังทหารรุกรานอัฟกานิสถาน และ 11 ก.ย. 2564 จะเป็นวันที่ทหารอเมริกันและชาติพันธมิตรตะวันตก จะถอนกำลังรบหลักออกจากดินแดนแห่งนี้ในเอเชียกลางแม้จะเหลือเวลา 2 เดือนกว่าจะถึงกำหนดเส้นตาย แต่สภาพความเป็นจริง ณ เพลานี้ เรียกได้ว่า บทละครได้เข้าสู่ช่วงส่งท้ายไป เรียบร้อยแล้ว หลังเมื่อต้นเดือน ก.ค. กองทัพสหรัฐฯได้ถอนตัวอย่าง เงียบๆตอนกลางดึก นำบุคลากรเจ้าหน้าที่นั่งเครื่องบินออกจากฐานทัพอากาศ “บากรัม” ชานกรุงคาบูล จุดรวมพลใหญ่ของกองทัพชาติตะวันตก หรือ “คุกกวนตานาโมแห่งอัฟกานิสถาน” ในสายตาชาวอัฟกันป้อมสังเกตการณ์ ด่านความมั่นคงบริเวณประตูหน้า ที่เคยคับคั่งด้วยเจ้าหน้าที่ความมั่นคง มียุทโธปกรณ์เคลื่อนย้ายเข้าออกตลอดเวลา ได้กลายเป็นแดนรกร้าง ภายในตัวฐานทัพเต็มไปด้วยรถกระบะจอดทิ้งไว้หลายร้อยคัน ภายในอาคารที่พักมีแต่ของเครื่องใช้ส่วนตัว ยูนิฟอร์ม รองเท้าคอมแบต กระจัดกระจายเกลื่อนกลาดสภาพไม่ต่างกับช่วงเกือบ 50 ปีก่อน หลังประธานาธิบดีสหรัฐฯ “ริชาร์ด นิกสัน” ดำเนินการถอนกำลังรบทั้งหมดออกจาก “เวียดนามใต้” ตามแผนสร้างสันติภาพอย่างมีเกียรติยศ ปิดฉากสงคราม 9 ปีของสหรัฐฯในเวียดนาม และทำให้ 1 ปีให้หลัง กองทัพเวียดนามเหนือยาตราลงสู่เวียดนามใต้ รวบรวมประเทศให้เป็นหนึ่งเดียว ภายใต้ธงสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามเวียดนามเป็นฉันใด อัฟกานิสถานก็อาจเป็นฉันนั้น เพราะทันทีที่ทราบข่าว กองกำลังติดอาวุธ “ตาลีบัน” ที่ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา อยู่ในสถานะพักรบเพื่อเจรจา ก็กลับมาฮึกเหิมทันที มีรายงานจากทั่วประเทศอัฟกานิสถานหลั่งไหลเข้ามาไม่หยุดว่า กลุ่มนักรบของตาลีบันได้เปิดฉากการรบรอบใหม่ พื้นที่ 10 เขตในจังหวัดต่างๆตกไปอยู่ในเงื้อมมือของกลุ่มตาลีบันภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง อัชราฟ กานี ประธานาธิบดีอัฟกานิสถาน ย้ำว่ากองทัพรัฐบาลมีศักยภาพเพียงพอที่จะควบคุมสถานการณ์ ไม่ให้กลุ่มตาลีบันมีอิทธิพลไปมากกว่านี้ แต่จากรายงานของสื่อมวลชนในพื้นที่ ระบุว่าสิ่งที่รัฐบาลเชื่อนั้นเป็นเพียงภาพลวงตา ขวัญกำลังใจของกองทัพรัฐบาลอยู่ในสภาพตกต่ำถึงขีดสุด ส่วนใหญ่เชื่อว่า การที่กลุ่มตาลีบันจะกลับมาครองอำนาจอีกครั้ง เป็นเรื่องที่หลีกหนีไม่พ้น แม้แต่หน่วยชุดปฏิบัติการพิเศษอัฟกันที่ใจดุจหินผา ก็เชื่ออยู่ลึกๆว่า ตัวเองเป็นเหมือนก้อนหินที่พยายามจะขวางแม่น้ำอันไหลเชี่ยว“ที่เมืองคาลา-อี-นอว์ เมืองเอกของจังหวัดบัดกิส ทางภาคตะวันตกของอัฟกานิสถาน นักรบกลุ่มตาลีบันได้ปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ชาติตะวันตกถอนทหารจากฐานบากรัม ส่งกำลังพลเข้าตีเมืองจาก 3 ทิศทาง ทำการปล่อยนักโทษในเรือนจำกว่า 400 คน ในจำนวนนี้เป็นอดีตนักรบตาลีบันกว่า 100 คน และรุกคืบไปยังเขตต่างๆรอบๆเมือง แม้รัฐบาลจะชี้แจงว่า จากการส่งหน่วยรบพิเศษพร้อมด้วยการสนับสนุนโจมตีทางอากาศ ได้ทำให้กลุ่มตาลีบันถูกขับไล่ออกจากเมือง มีนักรบถูกสังหารเป็นจำนวนมาก แต่ก็มีกระแสข่าวด้วยว่า ทหารรัฐบาลบางส่วนวางอาวุธทั้งที่ยังไม่ทันได้ต่อสู้ และเหล่าสมาชิกเทศบาลได้หลบหนีไปยังกรุงคาบูล”“หรือที่จังหวัดบาดักชานห์ ทางภาคเหนือของอัฟกานิสถาน มีรายงานทหารรัฐบาลต่างพากันหนีเอาชีวิตรอด เคลื่อนกำลังพลหลบหนีข้ามพรมแดนไปยังประเทศทาจิกิสถาน กว่า 1,600 นายและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งฝ่ายความมั่นคงทาจิกิสถาน เปิดเผยว่า นักรบกลุ่มตาลีบันได้ปฏิบัติการปิดล้อมทหารรัฐบาลอย่างเป็นระบบ ทำการตัดทางถอยทัพสู่กรุงคาบูล จนทำให้เหลือหนทางเดียวคือหนีข้ามพรมแดน”นี่คือภาพตัวอย่างสถานการณ์ภาคพื้นดินที่กำลังเกิดขึ้นในอัฟกานิสถาน สะท้อนให้เห็นถึงบรรยากาศที่กำลังเลวร้ายลงเรื่อยๆ และที่สำคัญงานนี้ชาติตะวันตกขยับตัวลำบาก เนื่องจากทำข้อตกลงไว้กับกลุ่มตาลีบันว่า จะถอนกำลังรบออกไปทั้งหมด หากตาลีบันควบคุมดูแลไม่ให้กลุ่มหัวรุนแรงเคลื่อนไหว ขณะที่ตาลีบันก็ใช้วิธีเดียวกับช่วงปลายสงครามเวียดนามคือ “รบไปเจรจาไป” พร้อมอ้างว่าที่นักรบของตัวเองเข้ายึดครองเขตต่างๆในอัฟกานิสถานไปแล้วถึง 1 ใน 3 มาจากการเจรจาขอพื้นที่คืนจากกองทัพรัฐบาลดังนั้น หากสหรัฐฯและชาติพันธมิตรไม่กลับลำ ตัดสินใจใช้กำลังทหารรอบใหม่ จึงพอสรุปได้หรือไม่ว่า อนาคตของชาวอัฟกันกำลังก้าวเข้าสู่บทสงครามกลาง เมือง และการหวนคืนสู่อำนาจของ “รัฐบาลตาลีบัน” อาจเกิดขึ้นภายในเวลาไม่ช้าก็เร็ว.วีรพจน์ อินทรพันธ์