องค์การต่อต้านคอร์รัปชันประเทศไทย หรือ ACT ออกแถลงการณ์ เรื่องความจริงใจในการทบทวนการ ประมูลโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่สายเหนือและสายอีสาน เนื้อหาระบุเกี่ยวกับการประมูลโครงการสัมปทานรถไฟทางคู่สายเหนือและอีสานรวม 5 สัญญา ที่มีข้อครหาว่า มีการล็อกสเปก ฮั้วประมูลและเอื้อประโยชน์ให้คนบางกลุ่ม มีข้อสังเกตก็คือ ก่อนการประมูล ได้มีการยกเลิกมาตรการป้องกันคอร์รัปชัน ที่ ครม.มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของ คณะกรรมการกำกับการจัดซื้อจัดจ้าง หรือ ซุปเปอร์บอร์ด ที่วางกรอบแนวทาง ส่งเสริมให้มีการแข่งขันราคาอย่างเสรีไว้ชัดเจน ส่งผลทำให้ทีโออาร์ และกติกาการประมูลเปลี่ยนแปลงไป และนำไปสู่ข้อครหาดังกล่าวการยกเลิกมาตรการป้องกันการคอร์รัปชันจะเป็นบรรทัดฐานของ การคอร์รัปชันที่ถูกต้องตามขั้นตอน ที่จะส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนไทยและนานาชาติ ซึ่งเป็นการขัดแย้งกับสิ่งที่รัฐประกาศเจตนารมณ์ไว้ทั้งวาระแห่งชาติในการต่อต้านคอร์รัปชัน ยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศ เสื่อมเสียไปถึงภาพลักษณ์ของประเทศที่สำคัญอย่างยิ่งคือ การเสื่อมศรัทธาต่อคณะรัฐบาล ที่เคยวางตัวเป็นที่คาดหวังของสังคมปล่อยให้มีระบบอุปถัมภ์ ให้โอกาสกับพวกพ้องอย่างไม่คำนึงถึงผลเสียที่จะตกถึงคนส่วนใหญ่ของชาติ จึงเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทบทวนการประมูลดังกล่าวพร้อมนำมาตรการป้องกันการคอร์รัปชันมาใช้ เพื่อความโปร่งใสและมีธรรมาภิบาลในการบริหารราชการแผ่นดินก่อนหน้านี้ สามารถ ราชพลสิทธิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เข้าชี้แจงคณะกรรมการตรวจสอบการประกวดราคาก่อสร้างทางรถไฟทางคู่สายเหนือ ช่วงเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ และสายอีสาน ช่วงบ้านไผ่–มหาสารคาม–ร้อยเอ็ด–มุกดาหาร–นครพนม โดยมี ดนัย มู่สา ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกฯ เป็นประธาน ชี้ให้เห็นถึงความไม่ชอบมาพากลที่มีการประมูลต่ำกว่าราคากลางเท่ากันคือแค่ 0.08% ทั้งนี้เกิดจากการแก้ทีโออาร์ที่เคยมีการใช้กับการประมูล รถไฟทางคู่สายใต้ มาใช้ ซึ่งมีราคาประมูลต่ำกว่าราคากลางถึง 5.66% ซึ่งคิดเป็นจำนวนเงินที่ประหยัดไปได้ถึงกว่า 7,200 ล้านบาทและเมื่อเทียบกับการประมูลรถไฟความเร็วสูง ช่วงกรุงเทพฯ– นครราชสีมา ของการรถไฟที่แบ่งการประมูลงานโยธาออกเป็น 14 สัญญา ปรากฏว่าสามารถประหยัดค่าก่อสร้างได้ถึง 14.65% คิดเป็นมูลค่าถึง 17,353 ล้านบาทที่น่าสังเกต มีการขอเปลี่ยนทีโออาร์ ตามหนังสือ กระทรวงคมนาคม ถึง เลขา ครม. จากเดิมที่เคยแบ่งการประมูลสายเหนือเป็น 7 สัญญา ด้านงานโยธาและระบบราง 6 สัญญา งานระบบอาณัติสัญญาณ 1 สัญญา เหลือเพียง 3 สัญญา มีการรวมสัญญางานโยธากับระบบอาณัติสัญญาณเข้าด้วยกัน ที่อาจเข้าข่ายความผิดมาตรา 4, 9, 10, 11 และ 12 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ เป็นเหตุให้การรถไฟต้องเสียประโยชน์ จึงขอให้รัฐบาลทบทวนการประมูลดังกล่าวให้โปร่งใสด้วยโครงการที่ไม่ชอบมาพากลหลายโครงการในรัฐบาลที่ถูกจับตา รัฐควรจะทบทวนให้เป็นไปตามมาตรฐานของกฎหมาย ก่อนที่จะถูกครหาว่าทิ้งทวน ยุคดิจิทัลเวรกรรมติดจรวดไม่ต้องรอชาติหน้าตอนบ่ายๆระวังจะไปกันทั้ง ครม.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.th