“ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะปรึกษาหารือกันและเข้าสำรวจในทุกพื้นที่ ทุกตำบล ทุกหมู่บ้าน ทุกชุมชน คนที่ติดยาเสพติดต้องได้รับการขึ้นทะเบียนเพื่อนำไปสู่การบำบัดรักษาลดภาระของพ่อแม่พี่น้อง” ส่วนหนึ่งของนโยบาย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหายาเสพติดในการประชุม ครม. รัฐบาลต้องการปูพรมค้นหาผู้เสพขึ้นทะเบียนเพื่อเข้ามาบำบัดรักษาพล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. รับนโยบายจัดทําโครงการ “ชุมชนยั่งยืน เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติด แบบครบวงจร ตามยุทธศาสตร์ชาติ” มอบให้ พล.ต.อ.มนู เมฆหมอก รอง ผบ.ตร. ขับเคลื่อนโครงการ พล.ต.อ.ดํารงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. เป็นที่ปรึกษา ดำเนินการในพื้นที่ บช.น. และ บช.ภ. 1-9 จำนวน 1,483 หมู่บ้านและชุมชนผบ.ตร.ให้ บช.ภ.3 นำร่อง พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ ผบช.ภ.3 มอบ พล.ต.ต.คีรีศักดิ์ ตันตินวะชัย รอง ผบช.ภ.3 รับผิดชอบร่วมกับ ผบก.ในพื้นที่ 8 จังหวัดอีสานตอนล่าง มี 236 โรงพักเข้าร่วม เริ่มโครงการต้นเดือน เม.ย. พล.ต.ท.ภาณุรัตน์จัดทําการสัมมนาวิทยากรต้นแบบชุด ปฏิบัติการชุมชนยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติด เพื่อให้ตำรวจทราบแนวทางและวิธีการปฏิบัติ มีผู้แทน สำนักงาน ป.ป.ส. ฝ่ายปกครอง ทหาร สาธารณสุข แรงงาน ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เข้าร่วมหารือ พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ ให้ความสำคัญโครงการลงพื้นที่ด้วยตนเองทั้ง 8 จังหวัด พบผู้ว่าราชการจังหวัด แสวงหาความร่วมมือ และให้การสนับสนุนโครงการ ที่มีระยะเวลาดำเนินโครงการ 3 เดือน (พ.ค.-ก.ค.)3 ขั้นตอนคือ ขั้นเตรียมการ สถานีตำรวจ สำรวจข้อมูล ประชุมวางแผน สืบสภาพชุมชนพบปะแกนนํา แสวงหาความร่วมมือคัดเลือกเป้าหมาย 236 ชุมชน ขั้นตอนที่ 2 คือ ขั้นตอนของการปฏิบัติการขณะนี้ บช.ภ.3 กำลังดำเนินการอยู่ในขั้นนี้ให้ตำรวจชุดปฏิบัติการที่ได้รับการฝึกอบรมจำนวนสถานีละ 5 นาย เข้าไปพักแรมในพื้นที่ต่อยอดจาก “โครงการปักกลด” เดิม แต่เพิ่มความเข้มเรื่อง การค้นหาผู้เสพ โดยการเอกซเรย์พื้นที่ 100 เปอร์เซ็นต์ ให้ผู้นำชุมชนร่วมกันตรวจสอบ กลั่นกรอง และที่สำคัญจะมีการตรวจปัสสาวะบุคคลในพื้นที่ที่มีอายุระหว่าง 12-25 ปี ให้ได้มากที่สุดใช้มาตรการชุมชนบำบัดซึ่งจะแตกต่างจากทุกโครงการถือเป็นจุดเด่นของโครงการหากพบว่ามีผู้เสพ ผู้ติดในการตรวจปัสสาวะ จะไม่ส่งตัวไปฟื้นฟูหรือจับกุมดำเนินคดี แต่จะใช้รูปแบบกระบวนการ “ชุมชนบำบัด” Community Based Treatment (CBTx) เช่น การร่วมกันพัฒนา ชุมชน การหาอาชีพเสริม เป็นการเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจจากพ่อแม่ ผู้ปกครองว่า บุตรหลานของตนจะไม่ถูกดำเนินคดี แต่หน่วยงานภาครัฐจะมาช่วยกันบำบัด ผลการปฏิบัติที่ผ่านมา ชุดปฏิบัติการ บช.ภ.3 ทั้ง 236 ชุด ได้ร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆเข้าไปค้นหาผู้เสพ ผู้ติดในชุมชนได้กว่า 3,700 คน เปิดค่ายบำบัดในชุมชน เพื่อบำบัดทางการแพทย์ ทางจิตวิทยา ศาสนบําบัด วินัยบําบัด มีพลังชุมชนให้กำลังใจ และติดตามพฤติกรรมผู้บำบัดอย่างใกล้ชิดให้โอกาสทางการศึกษา การฝึกอาชีพ การหางาน เช่น สภ.ช่องเม็ก จ.อุบลราชธานี มีการสอนดนตรีให้ผู้เข้าฟื้นฟู สภ.ภักดีชุมพล จ.ชัยภูมิ มีปราชญ์ชาวบ้าน ได้สอนวิธีชํากิ่งพันธุ์มะขามหวาน ซึ่งเป็นผลไม้เศรษฐกิจของอำเภอ สภ.เขื่องใน มีการฝึกอาชีพช่างไฟฟ้าเป็นการเสริมสร้างรายได้ให้แก่ผู้ที่เลิกยาเสพติดได้มีชีวิตและสภาพครอบครัวที่ดีขึ้นขั้นตอนสุดท้ายคือ การส่งต่อความยั่งยืนให้แก่ชุมชน โดยมีเป้าหมายให้เป็นชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืน พึ่งพาตนเองได้และเป็นตัวอย่างให้กับชุมชนอื่นต่อไป โดยจะมีการรักษาสภาพชุมชน ระวังป้องกันชุมชนไม่ให้กลับสู่สภาพเดิม และการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่องพล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ ผบช.ภ.3 กล่าวกับ “ทีมข่าวอาชญากรรม” ว่า “โครงการชุมชนยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจรตามยุทธศาสตร์ชาติ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ให้ความสำคัญให้ บช.ภ.3 นำร่องดำเนินการใน 236 ชุมชน มีน้องๆเด็กเยาวชนผู้ติดยาเสพติดสมัครใจเข้าบำบัดกว่า 3,765 คน ได้ลงพื้นที่เองทุกจังหวัด เข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัดขอความร่วมมือและติดตามความคืบหน้าของโครงการ บช.ภ.3 เริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่วันที่ 3 พ.ค.พร้อมกัน มีระยะเวลา 3 เดือน ขณะนี้เดินทางถึงครึ่งทางแล้วตำรวจที่เข้าไปสู่ในพื้นที่เป้าหมาย สัมผัสได้ถึงความทุกข์ใจของพ่อแม่พี่น้องที่มีลูกติดยาเสพติด และดีใจที่เป็นส่วนหนึ่งในการร่วมแก้ปัญหาให้ โครงการนี้จะแตกต่างจากโครงการที่ผ่านมา พอเยาวชนหรือบุคคลที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการ ตำรวจจะไม่ดำเนินคดี แต่จะพาไปสาธารณสุข จากนั้นเข้าสู่กระบวนการชุมชนบำบัด มีการฝึกฝีมือแรงงานให้เอา กศน.มาสอนให้ความรู้เสริม เชื่อว่าโครงการนี้ของ บช.ภ.3 จะลดจำนวนผู้เสพ ส่งมอบลูกหลานที่กลับตัวกลับใจเป็นคนดีให้กับพ่อแม่ ส่งมอบชุมชนเข้มแข็งให้ชุมชน สามารถแก้ปัญหายาเสพติด อาชญากรรมในพื้นที่ 8 จังหวัดอีสานใต้ได้เป็นอย่างดี” พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร.กล่าวว่า “โครงการนี้เป็นการร่วมกันทั้งส่วนราชการและชุมชนแก้ปัญหาให้โอกาสคนกลับใจเป็นพลเมืองดีของสังคม ตามนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี ผู้เสพยาเสพติดในชุมชนจะต้องไม่มีประวัติอาชญากรรม เป็นผู้ป่วยในการเข้าบำบัด ภายใต้การดูแลของแพทย์ ผู้ชำนาญศาสตร์ต่างๆ สามารถใช้ชีวิตปกติ ทำงานปกติ โดยรับยาจากแพทย์ตัวยาไม่ใช่ยาเสพติด เพื่อไม่ให้พ่อแม่ผู้ปกครองเจ็บปวดเป็นทุกข์เพราะลูกหลานติดยาเสพติด และยังต้องมาติดคุกอีก ทำให้ผู้เสพยาเสพติดลดลงโดยสร้างภูมิคุ้มกันให้ชุมชนเข้มแข็ง”เป็นโครงการที่ ผบ.ตร.ผลักดันให้ทุก บช.นำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาผู้ติดยาเสพติดในชุมชนอาศัยสร้างความเชื่อใจของตำรวจพื้นที่กับชุมชน นำตัวผู้เสพมาเป็นผู้ป่วยมาบำบัดเพื่อกลับคืนสู่สังคมคลายความทุกข์ใจครอบครัวที่มีลูกหลานตกเป็นทาสยาเสพติด.ทีมข่าวอาชญากรรม