“ชีวิตอย่าติดหรู เพราะลุงตู่อยู่อีกนาน” คำคมเจ็บๆคันๆแชร์กันลั่นกระดานโซเชียลมีเดียทันทีทันควันที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม ลุกขึ้นประกาศกลางที่ประชุมวุฒิสภาจะอยู่ครบเทอม ไม่ยุบสภา ยิ่งโดนไล่ยิ่งสู้“บิ๊กตู่” ได้โอกาสปล่อยเบรกยาว ระบายความคับแค้นใจแบบสื่อสารทางเดียว โดยไม่โดนขัดคอ “ส.ว.ลากตั้ง” นั่งฟังตาปริบๆไม่กล้าสวนหมัดเหมือนสภาผู้แทนราษฎรอาการฮึกเหิมท่ามกลางกองหนุน ผู้นำยังไม่ยอมคายฟันยางง่ายๆนั่นก็ยังเป็นอะไรที่ไม่สอดคล้องกับกระแสข่าวหนาหู “นายกฯสำรอง” ตามจังหวะที่นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม “มือกฎหมายตงฉิน” ได้แจ้งลาออกอย่างกะทันหันจากตำแหน่งกรรมการอิสระและประธานกรรมการตรวจสอบ กรรมการ (บอร์ด) บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน)เหตุมีภารกิจอื่น โดยการลาออกมีผลตั้งแต่วันที่ 7 มิ.ย.2564 ที่ผ่านมามันน่าจะมีปมอื่นเบื้องหลังการไขก๊อกของมือกฎหมายตงฉิน ไม่ใช่แต่งตัวรอเป็นผู้นำคนใหม่ ในเมื่อเจ้าของเก้าอี้อย่าง พล.อ.ประยุทธ์ยังปลุกพระ กระตุ้นลูกฮึด ลุยถั่วสวนกระแสไล่อัปเปหิแม้อาการรัฐบาลติดเชื้อโควิดขั้นโคม่า ชีพจรเต้นช้าลงทุกขณะความหวังสุดท้าย “วัคซีน” สะเปะสะปะ กระท่อน กระแท่น ไร้แผนการบริหารจัดการ ตามอาการมีแต่พวกรับชอบ ถึงเวลารับผิด ศบค. สาธารณสุข กทม.โยนกลองกันวุ่นนั่นไม่สำคัญเท่ากับการไม่ยอมพูดความจริงกับประชาชน ทำให้เกิดความสับสนสังคมโกลาหล คนแย่งฉีดวัคซีนในภาวะความเป็นความตายถึงจุดติดล็อกกับเรื่องง่ายๆแค่การผ่อนคลายมาตรการ เปิดสวนสาธารณะยังสับสน นายกฯในฐานะเบอร์หนึ่ง ศบค.สั่งเปิด แต่คนไปรอออกกำลังต้องเก้อ เพราะ กทม.เจ้าของสถานที่ไม่ยอมเปิดประตูให้“ไม่อ่านไลน์” ต่างคนต่างยึดตามกฎหมายให้อำนาจในมือยุทธการ “ซิงเกิล คอมมานด์” พล.อ.ประยุทธ์ เล่นบท “ข้าพเจ้ารับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว” เป็น “ศูนย์รวมอำนาจ” ยังจัดการเรื่องเล็กๆเปิดสวนสาธารณะไม่ตรงตามคำสั่งนั่นก็ไม่ต้องพูดถึงเรื่องยากๆ โจทย์โคตรหินบริหารวัคซีนโควิดที่โยงกับการฟื้นเศรษฐกิจโปรแกรม“ภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์” เปิดรับทัวร์ต่างชาติ ทั้งๆที่ยังฉีดวัคซีนกะปริบกะปรอย ฟังจากเสียงสะท้อนจากนักธุรกิจโรงแรมในพื้นที่ยังกล้าๆกลัวๆกับการเสี่ยงขาดทุนความมั่นใจเชิงบริหารของรัฐบาล กระตุ้นไม่ขึ้นเหมือนภูมิคุ้มกันหมู่จากวัคซีนมันจึงห้ามคิดไม่ได้ “บิ๊กตู่” ยื้ออยู่จนครบเทอม แต่ประชาชนคนไทยจะอยู่รอดได้อีกนานแค่ไหนตามสภาพธุรกิจห้างร้านทยอยปิดกิจการ สุดสายป่านยื้อลมหายใจแต่เรื่องของเรื่อง มันเป็นอะไรที่ช่วยไม่ได้ ตามวิถีบังคับแบบเมืองไทย ความอยู่รอดของชาวบ้าน ดันย้อนแย้งกับความอยู่รอดในเกมอำนาจทางการเมืองและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจณ วันที่นักการเมืองอาชีพกับขุมข่ายทหารเฒ่ายังแชร์ประโยชน์ร่วมกันได้ในจังหวะที่โควิดล้อมเมือง แต่กระบวนการขับเคลื่อนทางการเมืองก็เดินหน้า ตามการขับเคลื่อนของค่ายพลังประชารัฐกับทีมเพื่อไทย 2 ค่ายใหญ่หัวขบวนรัฐบาลกับฝ่ายค้านประสานเสียง กดปุ่มเดินหน้ารื้อรัฐธรรมนูญตามอาการที่จับไต๋ได้ ค่าย พปชร.ที่เดินแต้มผ่องแรงกดดันจากมวลชนรุ่นใหม่นอกสภา ยอมเปิดทางให้รื้อรัฐธรรมนูญ คลายล็อก “คัมภีร์ซือแป๋มีชัย”แต่ยังไงก็ไม่ยอมให้โละ “ส.ว.ลากตั้ง” แต้มต่อของทีมทหารเฒ่าขณะที่พรรคเพื่อไทยก็ต้องเรียกแต้มสูงไว้ก่อน จ้องโละค่ายกล 250 ส.ว.พังด่านสกัดเครือข่าย “ทักษิณ”และก็ตามสูตรต่อรองลากมาเจอกันตรงกลาง สุดท้ายก็น่าจะจบลงตรงจุดที่ 2 ขั้วยอมรับได้ นั่นคือเปลี่ยนระบบเลือกตั้ง กลับไปใช้บัตร 2 ใบ เลือก ส.ส.ระบบเขตเลือกตั้ง 400 เขต กับ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 100 ที่นั่งเข้าทางพรรคใหญ่ โดยเฉพาะทีม “ทักษิณ” ที่ยังฝันแลนด์สไลด์แต่แน่นอน ทีมเด็กก้าวไกลไม่แฮปปี้ เพราะ “แต้มตกน้ำ” คงหายไปอื้อ นั่นจึงต้องรีบกระตุกขาพรรคเพื่อไทย อย่าประทับความชอบธรรมเกมลากยาวอำนาจ 3 ป. ไหลตามเหลี่ยมยื้อเวลาทีม พปชร.กว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จ ครบเทอม “บิ๊กตู่” พอดีแต่จับอาการลูกทีมดูไบ นาทีนี้กลับไม่มีใครอยากเหนื่อยเลือกตั้ง เพราะท่อน้ำเลี้ยงไม่ไหล ทำให้ผู้แทนฯอีสานส่วนหนึ่งแปลงร่างเป็นงูเห่าเลื้อยไปกินกล้วยข้ามค่ายชาวบ้านส่ออดตายยังไง นักการเมืองต้องอิ่มเอมไว้ก่อน.ทีมข่าวการเมือง