ท่ามกลางสถานการณ์ “ประเทศไทย” กำลังเผชิญการระบาดโควิด-19 ระลอก 3 กระจายออกไป “ครบทุกจังหวัด” อย่างหนักหน่วงกว่าที่เคยเจอมา “ผู้ติดเชื้อครอบคลุมทุกเพศทุกวัย” สูงขึ้นทวีคูณสาเหตุเป็นเช่นนี้เชื่อว่า “เป็นการระบาดเชื้อไวรัสสายพันธุ์อังกฤษ” สามารถกระจายได้เร็วมากยิ่งกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิม ทั้งใน “เขตเมือง” ก็คงเคลื่อนย้ายออกจากบ้านตะลอนท่องเที่ยว พบปะสังสรรค์ไปมาหาสู่ทำธุระปะปังเสมือนปกติอยู่มากมายอันเกิดจาก “มาตรการผ่อนปรน” ให้ประชาชนใช้ชีวิตสะดวกยิ่งขึ้นแต่ไม่อาจ “กำกับให้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันเคร่งครัดเพียงพอ” ทั้งควบคุมผู้มีพฤติกรรมเสี่ยงสูงไม่ได้ จนเข้าปะปนสัมผัส “กลุ่มเสี่ยงต่ำ” กว่าจะรู้ตัวติดเชื้อก็ลุกลามออกไปเป็นวงกว้างมากแล้ว กลายเป็น “ติดเชื้อจากการใช้ชีวิตประจำวัน” นำเชื้อโรคเข้าสู่ “คนในครอบครัว” ทำให้มีผู้ติดเชื้อพุ่งสูงหลักพันคนต่อวันเหตุนี้ “โรงพยาบาลหลายแห่ง” เริ่มเตียงไม่เพียงพอ “รองรับผู้ป่วย” แม้ทยอยเพิ่มเตียงสำรองมากแล้วก็ไม่อาจพอรับผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นได้ โดยเฉพาะ “เขตพื้นที่กรุงเทพฯ” มีอัตราสูงสุดของประเทศแตะทะลุพันคนต่อวัน แต่ขณะที่ “เตียงผู้ป่วยไอซียู” กลับนับถอยหลังเหลือน้อยลงเรื่อยๆ กลายเป็นความโกลาหลการบริหารจัดการเตียงผู้ป่วย “ผู้คนติดเชื้อต้องถูกลอยแพ” ร้องขอความช่วยเหลือผ่านสื่อโซเชียลฯไม่เว้นแต่ละวัน ดังนั้นการลดผู้ป่วยไหลเข้าโรงพยาบาลต้องกดระดับการระบาดน้อยที่สุดศ.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร หน.ศูนย์วิจัยเป็นเลิศด้านการแพทย์แม่นยำ ศูนย์จีโนมิกส์ศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล บอกว่า หลายประเทศต่างเผชิญโรคระบาดรอบ 3 มีผู้ป่วยสูงเท่าตัวไม่ต่างจาก “ในไทย”อย่างเช่น อินเดียมีผู้ติดเชื้อสูงสุด 3 แสนคนต่อวัน ประเทศยุโรปยกเว้น อังกฤษและอเมริกาใต้ก็ระบาดหนัก หลักสำคัญมาจาก 2 ปัจจัย คือปัจจัยแรก... “เชื้อไวรัสกลายพันธุ์” โดยเฉพาะ “สายพันธุ์อังกฤษ” ปรากฏพบว่ากำลังระบาดอย่างหนักอยู่ในประเทศทั่วโลก ที่มีลักษณะเด่นติดต่อง่ายแพร่กระจายรวดเร็วปัจจัยสอง...“ใช้มาตรการ social distancing เว้นระยะห่างในสังคม เพื่อช่วยลดการกระจายเชื้อเป็นไปได้ยาก” เพราะความแตกต่างทางความคิด ความเชื่อ ศาสนา ประเพณี ทั้งมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และสังคม ทำให้ “มาตรการล็อกดาวน์ประเทศ” ค่อนข้างเป็นไปได้ยาก ที่คงมีประชาชนร่วมกันเป็นคนหมู่ใหญ่เช่นเดิมขณะเดียวกัน “สหรัฐฯ อังกฤษ อิสราเอล” กลับมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดอันมาจาก “การฉีดวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ” ทั้งยังปรับนโยบายบริหารจัดการต่อสู้โควิด-19 สามารถคุมโรคระบาดได้ดียิ่งขึ้นจริงๆแล้ว...“ประสิทธิภาพวัคซีนใช้อยู่ทั่วโลก” ตามหลักการต้องป้องกันเชื้อไวรัสได้ดี และไม่ให้มีการเจ็บป่วยเกิดขึ้น แยกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรก ...“คุณสมบัติป้องกันเจ็บป่วย” บางชนิดคุณภาพสูง 70-90% ตามหลักฐานทางวิชาการชัดเจน เช่น วัคซีนไฟเซอร์ โมเดอร์นา แอสตราเซเนกา จอห์นสัน แอนด์จอห์นสันบางยี่ห้อประสิทธิภาพ 50-60% เช่น วัคซีนซิโนแวค ตามชุดข้อมูลป้องกันเจ็บป่วย 56-67%ส่วนที่สอง...“ป้องกันติดเชื้อแพร่เชื้อ” ต้องอาศัยหลักฐานการฉีดในวงกว้างเป็นองค์ประกอบของประสิทธิภาพป้องกันได้จริง เช่น “วัคซีนไฟเซอร์” ที่ใช้ใน “อังกฤษ อิสราเอล” มีผู้รับวัคซีนแล้วป้องกันการติดเชื้อได้ในส่วน “แอสตราเซเนกา” ข้อมูลใช้จริงกำลังรวบรวมไม่นานมากนัก แต่เห็นแนวโน้มการใช้ใน “อังกฤษ” ที่ยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลงเช่นกัน นั่นหมายถึงว่า “วัคซีนชนิดนี้” น่าจะมีประสิทธิภาพป้องกันได้ดีด้วย แต่ว่า “สหรัฐฯ” ก็ใช้วัคซีนไฟเซอร์ โมเดอร์นา จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน ก็มีผู้ป่วย รายใหม่ลดลงเช่นกัน ย้ำว่า...“วัคซีนทุกชนิดทั่วโลกความปลอดภัยสูง” เพราะผ่านทดสอบหลากหลายขั้นตอน และทดสอบในอาสาสมัครหลายหมื่นคน เมื่อใช้คนหมู่มากหลักล้านคน ย่อมมีโอกาสปรากฏผลข้างเคียงเป็นธรรมดาอยู่แล้ว แต่ในวงการแพทย์ต่างสนใจ “ทุกผลข้างเคียง” เพื่อเก็บข้อมูลนำวิเคราะห์ปรับปรุงพิจารณาออกมาตรการต่อไปแต่ตอนนี้ “ไม่มีข้อมูลผลเสียน่ากังวล” มากเท่า “ผลดี” ต่อการป้องกันทำให้ “ยุโรปและสหรัฐฯ” ออกแถลงการณ์ “วัคซีนทุกชนิดมีประโยชน์เหนือกว่าผลข้างเคียงแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น” ทั้งแนะนำให้ฉีดต่อไปด้วยย้อนมาดู...“ประเทศไทย” ค่อนข้างน่าเป็นห่วงในการระบาดรอบนี้ “เป็นไวรัสอังกฤษ” ที่ปรากฏพบการระบาดในช่วงต้นเดือน เม.ย.2564 แพร่กระจายในหลายพื้นที่แล้วอันแสดงว่า “เชื้อไวรัส” ระบาดมาก่อนหน้านี้สิ่งสำคัญ “มาตรการลดการระบาด” ประกาศใช้จริงจังหลัง “สงกรานต์” ที่เชื้อไวรัสกระจายเป็นวงกว้างแล้วทั้งช่วงแรกไม่อาจหยุดยั้งการแพร่เชื้อได้ จนต้อง “ยกระดับมาตรการรอบ 2” เข้มงวดยิ่งขึ้น ดังนั้นมาตรการครั้งนี้ “มีผลยอดผู้ติดเชื้อลดลงจริง” ต้องปล่อยผ่านไปไม่ต่ำกว่า 10 วัน ดังนั้นช่วงนี้ตัวเลขผู้ติดเชื้อยังสูงอีก 7-10 วันทว่า...“การเคลื่อนย้ายผู้คนออกต่างจังหวัดในช่วงสงกรานต์” อาจไม่ใช่ปัจจัยที่มาตัวเลขแพร่เชื้อนัก สังเกตหลังเทศกาล 10 วัน ผู้ติดเชื้อในต่างจังหวัดค่อนข้างน้อย แต่คงกระจุกตัวในกรุงเทพฯและปริมณฑลยกเว้น “จังหวัดท่องเที่ยว” เช่น เชียงใหม่ ชลบุรี ประจวบคีรีขันธ์ มีผู้คนเดินทางเข้าพักค้างแรมกัน ทำให้มีผู้ติดเชื้ออยู่แต่ก็ไม่มาก ดังนั้น “สงกรานต์” ไม่ใช่ต้นตอหลักในการกระจายเชื้อไปทั่วประเทศก็ได้ ตอกย้ำว่า... “ผู้ติดเชื้อกระจุกอยู่กรุงเทพฯและปริมณฑล” แบ่งเป็น 2 ปัจจัย คือ ส่วนแรก...“มาตรการ social distancing ขัดพฤติกรรมคนไทย” ถูกบังคับให้อยู่ห่างกันได้ลำบาก ทำให้ใช้ได้ชั่วครั้งชั่วคราว ส่วนที่สอง...“ ไวรัสสายพันธุ์อังกฤษ” ลักษณะระบาดกระจายง่ายทำให้เห็นอัตราเร่งติดเชื้อสูงกว่าการระบาดก่อนนี้ถ้ารับเข้าในโพรงจมูกจะมีปริมาณเชื้อเยอะแบ่งตัวได้ดีขึ้น ที่มักไม่มีอาการราว 95% และแพร่สู่คนอื่นได้ง่ายอย่างรวดเร็ว เมื่ออัตราติดเชื้อสูงหลักหมื่นคนย่อมมี “ผู้ป่วยหนัก” มากขึ้นตามมาเสมอ ทั้งยังสัมพันธ์ “หมู่เลือด A” มีแนวโน้มติดง่ายอาการรุนแรงกว่าหมู่เลือดอื่นตามการตรวจ “ผู้ป่วย” ก็มักพบเชื้อลงปอดเร็วหลังการป่วยได้ไม่กี่วันอันเป็นสาเหตุเสียชีวิตได้รวดเร็ว แต่ว่าสายพันธุ์อังกฤษมีผลให้อาการรุนแรงนี้ยังมีข้อมูลขัดแย้งกันอยู่ ส่วนที่สาม...“ผู้ติดเชื้อชั้นกลางขึ้นไป” มีการเดินทางพบปะหาสู่กันกลายเป็นนำเชื้อแพร่ให้ชาวบ้านกว้างขวางขึ้นประการต่อมา...“ฉีดวัคซีนครอบคลุมคนไทย” ค่อนข้างน่าเป็นห่วงอยู่มาก เพราะตามที่ฉีดให้คนไทยเดือนละ 1 แสนโดส มักพบปัญหามากมาย แต่ “รัฐบาล” กลับตั้งเป้ากระจาย 10 ล้านโดสต่อเดือน นับว่าเป็นมหกรรมครั้งใหญ่ไม่เคยเกิดในประวัติศาสตร์ชาติไทยมาก่อน ดังนั้นต้องวางแผนกันล่วงหน้าให้ดีที่ไม่ใช่มอบนโยบายเท่านั้นตั้งแต่วางแผนจัดตั้งศูนย์ คลินิกฉีดวัคซีน บุคลากรดำเนินการ โดยเฉพาะสร้างความเชื่อมั่นให้คนไทยสมัครใจกล้าออกมารับ “วัคซีน” เพื่อเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ มิเช่นนั้น “โปรแกรมฉีดวัคซีน” ไม่อาจประสบความสำเร็จได้ประเด็น...“เตียงผู้ป่วยในโรงพยาบาลไม่พอ” ต้องยอมรับว่าผู้ติดเชื้อครั้งนี้เกินคาดการณ์ ทำให้ศักยภาพการเตรียมพร้อมในโรงพยาบาลไม่สอดรับจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นมากกว่า 10 เท่าได้ทัน สิ่งที่น่ากังวล “ผู้ติดเชื้อในโรงพยาบาลสนาม” มีโอกาสกลายเป็นผู้ป่วยอาการหนักราว 3-5% ที่ต้องเข้ารักษาตัวโรงพยาบาลทั่วไปด้วยซ้ำปัญหาว่า “เตียงผู้ป่วยหนัก” ขยายไม่ได้เสมือน “โรงพยาบาลสนาม” เพราะต้องจัดเตรียมอุปกรณ์ดูแลผู้ป่วยรุนแรงมากมาย ทั้งจัดทีมพยาบาล แพทย์หลายสาขา ต้องเข้าใจว่าผู้ป่วย 1 ราย มีแพทย์เฉพาะทางดูแลไม่ต่ำกว่า 3 คน เหตุนี้ โรงพยาบาลในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลอาจต้องเผชิญรับภาระอย่างหนักอีกด้วยแต่ว่า “รัฐบาล” กลับชี้แจงด้วยการนำยอดรวมเตียงผู้ป่วยหนักทั่วประเทศ เช่นนี้ทำให้เป็น “ตัวเลขเตียงหลอก” ไม่สอดคล้องสถานการณ์จริง “โรงพยาบาลในเขตระบาดหนัก” กำลังเข้าสู่วิกฤติแล้ว ส่วนแนวคิดเคลื่อนย้าย “ผู้ป่วยหนัก” ไปรักษายังโรงพยาบาลต่างจังหวัด ที่มีเตียงพอรับผู้ป่วย เรื่องนี้ทางเทคนิคการแพทย์เป็นไปได้ยากมากมองว่า “โรงพยาบาลรอบพื้นที่กรุงเทพฯ” ต้องช่วยรับ “ผู้ป่วยอาการเบา” เพื่อเตรียมโรงพยาบาลขนาดใหญ่รองรับ “ผู้ป่วยหนักจำเป็น” สุดท้ายแล้วต้องหยุดคนไข้ไหลเข้าโรงพยาบาลด้วยการตัดตอนการระบาดให้ได้ฝากไว้ว่า “วิกฤติระลอก 3 หนักหนาสาหัสกว่าครั้งใดๆ” ต้องอาศัยความร่วมมือ “คนไทย” เพื่อลดการระบาดโดยเร็ว เชื่อมั่นว่า “แรงของพวกเรา” จะทำให้ผ่านพ้นสถานการณ์อันเลวร้ายนี้ไปด้วยกันได้.