จากกรณีประเทศอินเดียกลายเป็นข่าวที่แสดงให้เห็นว่าหากประมาทปล่อย-ปละละเลย เชื้อไวรัสโควิด-19 ก็อาจกลับมาอาละวาดรอบใหม่ได้ทุกเมื่อ เพราะหากย้อนดูไทม์ไลน์แล้ว ในช่วงเดือน ม.ค. สถานการณ์ในอินเดียมียอดติดเชื้ออยู่ที่ระดับ 9,000 คนต่อวันเท่านั้น ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับระดับประชากรพันล้านคนในช่วงก่อนหน้านั้น รัฐบาลอินเดียของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ได้มีการตรวจเลือดวัดหาค่าภูมิคุ้มกันของประชาชน และพบว่าสัดส่วนที่มีนัยของประชากรต่างมีค่าภูมิคุ้มกันที่สูง จึงทำให้ประเมินกันไปว่า อินเดียอาจเป็นหนึ่งในประเทศ ที่บรรลุทฤษฎี “ภูมิคุ้มกันหมู่” (Herd Immunity) แล้วก็เป็นได้โดยในเดือน ต.ค.-พ.ย.2563 ทางการมีความพยายามที่จะทำสถานการณ์ให้กลับมาปกติเหมือนเดิม สั่งลดระดับการควบคุม อนุญาตให้วงการภาพยนตร์ผลิตหนังตามปกติ ปล่อยให้จัดงานแต่งงาน งานเลี้ยงสังสรรค์ เปิดสนามกีฬา จัดงานแข่งขันคริกเกตกับทีมจากประเทศอังกฤษมีเกษตรกรหลายหมื่นคนร่วมชุมนุมประท้วงต่อต้านกฎหมายฉบับใหม่ มีงานเทศกาล “กุมภเมลา” พิธีทางจิตวิญญาณของศาสนาฮินดู ที่มีผู้ศรัทธาเข้าร่วมกว่า 25 ล้านคน ไปจนถึงกิจกรรมหาเสียงเลือกตั้ง อย่างที่เมืองโกลกาตา นายกฯโมดีกล่าวปราศรัยต่อผู้สนับสนุนกว่า 800,000 คนแต่แน่นอน การผ่อนผันมิได้หมายความว่า ระบบสาธารณสุขจะมีการอัปเกรด เพิ่มขีดความสามารถ สื่อท้องถิ่นในอินเดียพากันรายงานว่า โครงสร้างพื้นฐานทางสาธารณสุขยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ปริมาณออกซิเจนทางการแพทย์ยังขาดแคลนอยู่เช่นเดิม บางพื้นที่เครื่องช่วยหายใจถูกทิ้งไว้ในโกดัง เนื่องจากบุคลากรใช้ไม่เป็นไม่รวมถึงรายงานว่า การผลิตยาต้านไวรัสที่เชื่อว่าใช้ได้อย่าง “เรมดิสซีเวียร์” ได้ถูกสั่งให้ลดการผลิตเนื่องจากเห็นว่าไม่จำเป็นต้องใช้ขนาดนั้น และการโหมผลิต-ส่งออกวัคซีนต้านไวรัสของ “แอสตราเซเนกา” ให้แก่ประเทศอื่นๆ ทั้งที่อัตราการฉีดวัคซีนแก่ประชาชนยังดำเนินไปเพียง 130 ล้านโดสทั้งหมดนี้ จึงไม่แปลกแต่อย่างใด ที่ช่วงเดือน เม.ย.นี้ อัตราการติดเชื้อของอินเดียจึงพุ่งอย่างทวีคูณ นำไปสู่การทำลาย สถิติโลก พบการติดเชื้อในวันเดียวกว่า 300,000 คนในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา...และคาดเดาไม่ได้อีกต่อไปว่าตัวเลขจะหยุดที่ตรงไหน.ตุ๊ ปากเกร็ด