“นครบาล” เตรียมรับม็อบ 13 มี.ค. บุกทำเนียบรัฐบาล ยันตำรวจไม่ปล่อย ให้เข้าสถานที่สำคัญแน่ส่วนคดีชิงผู้ต้องหาเตรียมออกหมายจับแล้ว ทนายร้องศาลขอย้ายไผ่-ไมค์-โตโต้ กลับเรือนจำพิเศษ กรุงเทพฯ อ้างข้อกฎหมายขังผิดเขตอำนาจศาล และผู้ต้องขังไม่ได้รับความสะดวก ศาลอาญาธนบุรีตัดสิน คดีตัดต่อภาพในหลวงสั่งจำคุกผู้ต้องหา 9 ปี รับสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือ 54 เดือน ไม่รอลงอาญา “แอม ณวรรษ” รายงานตัวคดี ม.112 ชุมนุมหน้าเอสซีบีตามหมายเรียก หลังรับทราบข้อกล่าวหาได้รับการปล่อยตัว “สมศักดิ์” ปัดสร้างเรือนจำนักโทษการเมือง ยันไม่เคยมีแนวคิดเป็นการเข้าใจกันผิด ยันราชทัณฑ์เกลี่ยผู้ต้องขังลดแออัด หลังญาติและแนวร่วมแห่เยี่ยมกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจเริ่มดำเนินคดีและจับกุมกลุ่มม็อบที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองหลายกลุ่ม ทั้งกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม กลุ่มคณะราษฎร 63 กลุ่มเยาวชนปลดแอก และแนวร่วมรีเดม “REDEM” (Restart Democracy) ส่วนใหญ่เป็นข้อหาตามมาตรา 112 มาตรา 116 และความผิดอื่น ในส่วนแกนนำหลักไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ถูกส่งตัวเข้าเรือนจำไปแล้ว แต่ยังมีแกนนำรุ่นใหม่ออกมาประกาศเคลื่อนไหว นัดหมายชุมนุมตามจุดต่างๆต่อเนื่อง ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้นความคืบหน้าจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 10 มี.ค. พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รอง ผบช.น.และโฆษก บช.น. เผยว่า กรณีมีกลุ่มผู้ชุมนุมที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และเรือนจำพิเศษธนบุรี เมื่อวันที่ 9 มี.ค. ขณะนี้ให้ตำรวจท้องที่พิสูจน์ทราบบุคคลผู้ที่มาชุมนุม ออกหมายเรียกมาดำเนินคดีตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และ พ.ร.บ.ควบคุมโรคติดต่อ ส่วนบริเวณหน้าศาลอาญากลุ่มผู้ชุมนุมทำกิจกรรมบางอย่าง อยู่ระหว่างหารือกับศาลอาญาว่า เป็นการละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ ก่อนดำเนินคดีฐานละเมิดอำนาจศาล ส่วนกรณีกลุ่มบุคคลยิงปืนใส่รถตำรวจควบคุมฝูงชนบริเวณแยกรัชโยธิน คดีคืบหน้าค่อนข้างมาก พอรู้กลุ่มบุคคลที่ก่อเหตุแล้ว คาดว่าขออนุมัติออกหมายจับเร็วๆนี้ ส่วนผู้ที่ก่อเหตุชิงตัวผู้ต้องหา เร่งรัดดำเนินคดีในทุกมิติแล้วถามว่า กลุ่มผู้ชุมนุมไม่มีแกนนำจะปรับยุทธวิธีอย่างไร พล.ต.ต.ปิยะตอบว่า การชุมนุมทุกครั้งมีแกนนำแน่นอน ผู้ชักชวนคือแกนนำ แต่จะเปิดเผยตัวหรือแอบอยู่เบื้องหลังเท่านั้น ส่วนการชุมนุมเย็นวันนี้ (10 มี.ค.) เตรียมกำลังไว้อย่างเพียงพอ ให้ตำรวจพื้นที่ สน.พญาไท บก.น.1 รักษาความสงบเรียบร้อยป้องกันเหตุร้าย บช.น.จัดกำลังเสริมกรณีการชุมนุมลุกลาม ส่วนวันที่ 13 มี.ค.ผู้ชุมนุมเดินทะลุฟ้าครั้งที่ 2 ไปทำเนียบรัฐบาล คงต้องดูจากการข่าวและลักษณะการชุมนุม ถ้ามีอันตรายเกิดขึ้นต่อสถานที่ราชการสำคัญ มีความจำเป็นที่ตำรวจต้องรักษาสมบัติชาติ จำนวนผู้ชุมนุมเราไม่ห่วง แต่ห่วงเรื่องการใช้ความรุนแรง อย่างที่เห็นว่า มีการใช้ความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆที่ สน.พหลโยธิน นายณวรรษ หรือแอม เลี้ยงวัฒนา อายุ 23 ปี บัณฑิต ม.ศิลปากร เข้าพบ พ.ต.อ.ประสพโชค เอี่ยมพินิจ ผกก.สน.พหลโยธิน รับทราบ ข้อหาตามหมายเรียกคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพฯ ม.112 จากการชุมนุมหน้าธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่รัชโยธิน เมื่อวันที่ 25 พ.ย.63 นายณวรรษกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ แกนนำกลุ่มราษฎร อาทิ น.ส.ปนัสยา หรือรุ้ง สิทธิจิรวัฒนกุล นายอานนท์ นำภา โดนคดีจากการชุมนุมครั้งนั้นไปแล้ว ส่วนตนก่อนหน้านี้โดนแค่หมายเรียก ยังไม่ถูกแจ้งข้อหา ม.112 เพิ่งได้รับหมายเรียกมาครั้งนี้ คาดว่าเจ้าหน้าที่เพิ่งพิสูจน์พยานหลักฐานได้ ยืนยันให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และไม่กังวลว่าถูกส่งตัวเข้าเรือนจำหรือไม่ เพราะยังไงมีคนข้างนอกอีกมากจะออกมาต่อสู้แทน หลังนายณวรรษเข้ารับทราบข้อกล่าวหา พนักงานสอบสวนปล่อยตัวไปก่อนที่ศาลอาญา นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความ เข้ายื่นคำร้องขอให้ศาลออกคำสั่งให้นำตัว นายปิยรัฐ หรือโตโต้ จงเทพ นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน และนายภาณุพงศ์ หรือไมค์ จาดนอก จากเรือนจำพิเศษธนบุรี ไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครให้ตรงตามหมายขัง ระหว่างสอบสวนและพิจารณาคดี เนื่องจากหมายขังต้องจัดการให้เป็นไปตามเขตของศาล อีกทั้งการนำตัวไปขังในเรือนจำที่ห่างไกล กระทบกระเทือนต่อสิทธิการต่อสู้คดีของผู้ต้องหาและสิทธิอื่นๆ เนื่องจากทนายความและญาติเข้าเยี่ยมไม่สะดวก ด้วยเหตุผลข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายข้างต้น ขอให้ศาลออกคำสั่งไปยังผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ หรือผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษธนบุรี ให้ปฏิบัติตามหมายขังของศาลและกฎหมายโดยเคร่งครัด เบื้องต้นเจ้าหน้าที่รับเรื่องไว้ดำเนินการที่ศาลอาญาธนบุรี ศาลนัดอ่านคำพิพากษาคดีพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายศุภากร พินิจบุตร์ เป็นจำเลย กรณีโพสต์ข้อความและรูปภาพตัดต่อเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ลงเฟซบุ๊ก ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 2550 มาตรา 14 (2) (5) และกฎหมายอื่น คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 10-23 เม.ย.63 จำเลยนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ด้วยการส่งข้อมูลรูปภาพและตัวอักษรเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ผ่านผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตทางเว็บไซต์เฟซบุ๊กชื่อ “เมี่ยงปร้ะ ขจมพรื้อ” และ “Dumrong Konrakchat” เปิดเป็นแบบสาธารณะ โพสต์เผยแพร่รูปภาพตัดต่อพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 ภาพพระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ 9 และโพสต์เผยแพร่รูปภาพตัดต่อใบหน้าบุคคลสวมเครื่องทรงพระมหากษัตริย์ไทย ประกอบข้อความ โดยรู้อยู่แล้วว่า ข้อความดังกล่าวเป็นเท็จ เจตนาให้ประชาชนเข้ามาแสดงความคิดเห็นในทางเสียหายรวม 9 ครั้ง จำเลยรับสารภาพตามฟ้อง และศาลให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจจำเลยก่อนมีคำพิพากษาศาลพิเคราะห์รายงานสืบเสาะของจำเลยแล้ว พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 รวม 9 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษคงให้จำคุก 54 เดือน แต่พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง ไม่สมควรรอการลงโทษ ผู้ต้องหายื่นขอปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ แต่ศาลชั้นต้นส่งให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา ระหว่างนี้ออกหมายขังจำเลยเข้าเรือนจำพิเศษธนบุรีต่อไปส่วนกรณีสร้างเรือนจำใหม่สำหรับนักโทษการเมือง ความคืบหน้าที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม เผยว่า เป็นเรื่องเข้าใจผิด เพราะตอนสัมภาษณ์ต้องรีบเข้าประชุม ครม. เดินคุยกันเพียงไม่กี่วินาที อาจตีความกัน ผิดพลาดและไม่ขอกล่าวโทษใคร แต่ขอชี้แจงว่า ที่ผ่านมาไม่เคยมีแนวทางสร้างเรือนจำสำหรับผู้ต้องขังทางการเมือง เพราะทุกอย่างต้องเป็นไปตามสิทธิมนุษยชน ทุกคนต้องเท่าเทียมกัน เวลานี้ต้องยอมรับว่า เรือนจำกลางคลองเปรมและเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร มีผู้ต้องขังคดีการเมืองมากขึ้น มีญาติพี่น้องและกลุ่มผู้สนับสนุนมาเยี่ยมจำนวนมากทำให้เกิดความแออัด จึงหารือเพื่อจะย้ายไปยังเรือนจำที่มีพื้นที่กว้างรองรับคนได้เยอะ เพื่อความสะดวกของทุกฝ่าย อำนาจการย้ายผู้ต้องขังที่เคลื่อนไหวทางการเมืองเป็นหน้าที่ของ ผบ.เรือนจำตัดสินใจ ขอยืนยันอีกครั้งว่า มีการหารือถึงเรื่องนี้เท่านั้น ไม่มีการพูดถึงการสร้างเรือนจำนักโทษการเมืองแห่งใหม่ เมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. บริเวณลานจักรพงษ์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย องค์การบริหารสโมสร สภานิสิตจุฬา ร่วมกับกลุ่มม็อบเฟส นำโดย น.ส.ศุกรียา วรรณายุวัฒน์ คณะครุศาสตร์ และนายสิรภพ อัตโตหิ คณะอักษรศาสตร์ จัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ “ไว้อาลัยให้กระบวนการยุติธรรมไทย” เริ่มจากอ่านแถลงการณ์ประณามการใช้ความรุนแรงสลายการชุมนุม การแจกภาพแกนนำกลุ่มราษฎรที่ถูกคุมขัง ไฮไลต์คือ เชิญนางสุรีย์รัตน์ ชิวารักษ์ มารดาเพนกวิน และนางพริ้ม บุญภัทร รักษา แม่ไผ่ ดาวดินมาร่วมงาน เพื่อมอบดอกไม้ให้กำลังใจ และมี น.ส.เบญจา อะปัญ หนึ่งในแกนนำกลุ่มธรรมศาสตร์และการชุมนุม อยู่ระหว่างถูกดำเนินคดี ม.112 มาร่วมด้วย จากนั้นบรรเลงเพลงขับกล่อม จุดเทียนส่องทางให้นักสู้เพื่อประชาธิปไตยที่รัฐไทยไม่ต้องการ อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าบรรยากาศการจัดงานค่อนข้างเงียบเหงา มีผู้เข้าร่วมบางตาด้านนายปกรณ์ พรชีวางกูล หรือบุ๋ง ท่อน้ำเลี้ยงหลักม็อบราษฎร โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า กลับสู่จุดเริ่มต้น กลับเข้ารั้วมหา’ลัย ถอดบทเรียนการต่อสู้ข้างถนน ตอนนี้เรารู้แล้วว่า ใครคือมิตรใครคือศัตรู ครั้งที่ผ่านมาเราต้องยอมรับว่า ส่วนนึงที่ทำให้ติดๆขัดๆคือคำว่า...เกรงใจ ต่อไปนี้ไม่มีอีกแล้ว คำว่าเกรงใจกลับเข้ารั้วมหา’ลัยรวมกำลังกันใหม่แล้วออกมาซัดกันต่อส่วนกลุ่มรีเดม หลังการนัดหมายชุมนุมครั้งที่ 2 ที่ศาลอาญาเมื่อวันที่ 6 มี.ค. ปรากฏว่าถึงขณะนี้ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆบนสื่อออนไลน์ แพลตฟอร์มเทเลแกรม ที่เคยใช้สื่อสารกับแนวร่วม เป็นที่น่าสังเกตว่า ก่อนหน้านี้กลุ่มมักจะเปิดให้มวลชนร่วมโหวตเลือกวัน เวลา สถานที่ชุมนุมช่วงกลางสัปดาห์ แต่ขณะนี้ยังเงียบ