ต้องยอมรับว่าชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของไทย ในด้านความเป็นประชาธิปไตย และสิทธิเสรีภาพประชาชน อยู่ในภาวะขาลงอย่างต่อเนื่อง นับแต่รัฐประหาร 2557 เป็นต้นมา ผลการศึกษาขององค์กร “ฟรีดัม เฮาส์” ของสหรัฐอเมริกา ครั้งล่าสุด ไทยได้แค่ 30 คะแนน จากเต็มร้อย อยู่ในกลุ่มประเทศที่ “ไร้เสรีภาพ”ประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในระดับเดียวกันกับอัฟกานิสถาน ประเทศที่ตกอยู่ในสงครามกลางเมืองมาหลายทศวรรษ และเทียบเท่ากับคองโก ประเทศเผด็จการชื่อดังของทวีปแอฟริกา เป็นผลการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญ 125 คน ที่ปรึกษาเกือบ 40 คน โดยแบ่งเป็นเสรีภาพการเมือง 40 คะแนน เสรีภาพพลเมือง 60ที่น่าตกใจยิ่งก็คือ ไทยได้แค่ 5 คะแนน จาก 40 ของคะแนนด้านเสรีภาพทางการเมือง และได้ 25 คะแนนจาก 60 ด้านเสรีภาพพลเมือง ได้คะแนนรวม 30 ต่ำกว่าสิงคโปร์ (48 คะแนน) มาเลเซีย (51) และ อินโดนีเซีย (59) ไทยได้คะแนนต่ำในด้านเสรีภาพการชุมนุม ความเป็นอิสระของฝ่ายตุลาการ และเสรีภาพวิชาการไม่น่าเชื่อว่าประเทศไทยในสายตา ของประชาคมโลก จะมองว่าคนไทยจะมีเสรีภาพทางการเมืองที่ต่ำเตี้ย หลังการ เลือกตั้ง 2562 และมีการจัดตั้งรัฐบาลที่อ้างเป็น “ประชาธิปไตย” ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ฟรีดัมเฮาส์ยกให้ไทยในเรื่องเสรีภาพในการนับถือศาสนา และเสรีภาพส่วนตัวทางสังคม แต่ไร้เสรีภาพการเมืองแต่ถ้าจะย้อนกลับไปมองการเมืองไทยที่ผ่านมา แม้จะมีการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ 2560 นักรัฐศาสตร์ทั่วไปอาจยอมรับว่า เป็นการเลือกตั้งที่ “ชอบด้วยกฎหมาย” แต่ “ไม่ชอบธรรม” เพราะมาจาก รัฐธรรมนูญที่ขัดหลักประชาธิปไตย แม้จะให้กลุ่มผู้เห็นต่างชุมนุมทางการเมืองได้ แต่รัฐบาลก็ใช้กฎหมายควบคุม ตั้งแต่เบาไปหาหนักมีทั้งกฎหมายการชุมนุมสาธารณะ กฎหมายจราจร กฎหมายความสะอาดและเริ่มใช้กฎหมายแรงยิ่งขึ้น แม้การชุมนุมส่วนใหญ่จะเป็นไปโดยสงบ แต่เจ้าหน้าที่รัฐใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่รัฐบาลประกาศใช้ป้องกัน การแพร่ระบาดของโควิด แต่ถูกนำมาใช้ห้ามการชุมนุมทางการเมือง และต่ออายุเป็นระยะๆ จนประเทศตกอยู่ใต้ภาวะฉุกเฉินตลอดกาลนายกรัฐมนตรีเคยประกาศจะใช้กฎหมายทุกฉบับและทุกมาตรากฎหมายยอดนิยมคือ ม.116 ความผิดฐานก่อความกระด้างกระเดื่อง แต่ฮิตที่สุดได้แก่ พ.ร.ก.ฉุกเฉินกับ ม.112 ซึ่งต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ถึง 15 ปี ส่วน พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกมาเพื่อปราบปรามการก่อการร้าย แต่ใช้ปิดปากประชาชนผู้เห็นต่าง.