หลังจากที่มีเสียงเรียกร้อง วิพากษ์วิจารณ์ และวิเคราะห์กันตามสมควร ในที่สุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็แถลงว่าการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ ได้ประสานกับหัวหน้าพรรคให้ส่งรายชื่อมาให้เลือก คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคมนี้ แสดงว่าจะไม่มีการปรับใหญ่ อาจปรับเฉพาะตำแหน่งที่ว่างมีเสียงเรียกร้องจากวงการธุรกิจ และจากวงการนักวิชาการ ให้นายกรัฐมนตรีถือโอกาสที่รัฐมนตรีพ้นตำแหน่งพร้อมกัน 3 คน เพื่อปรับ ครม.ครั้งใหญ่ นำผู้มีความรู้ ความสามารถเข้ามา เพื่อแก้ไขวิกฤติของ ประเทศ ทั้งการแพร่ระบาดของโควิด ภาวะ เศรษฐกิจถดถอย โดยไม่คำนึงโควตาพรรคขณะเดียวกัน มีรายงานข่าวว่า ส.ส.จากพรรคพลังประชารัฐยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ให้ปรับ ครม.โดยยึด ส.ส.เป็นหลัก โดยไม่ต้องนำ “คนนอก” ผู้มี ความเชี่ยวชาญ และมีความรู้ความสามารถเข้ามา จากคำแถลงของนายกรัฐมนตรีน่าจะปรับ ครม.ตามความต้องการของส.ส. ตามระบบอุปถัมภ์ ตามที่หัวหน้าพรรคเสนอเป็นการแต่งตั้งรัฐมนตรีตามแบบเดิมๆ ตามระบบอุปถัมภ์เพื่อนพ้องน้องพี่ อาจสวนทางกับการยึดหลักคุณธรรม แต่งตั้งบุคคลที่เหมาะสม ในตำแหน่งที่เหมาะสม ตามความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ เพราะเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค นายกรัฐมนตรีไม่มีอำนาจสิทธิ์ขาด ขึ้นอยู่กับมุ้งหรือกลุ่มในพรรคมีเสียงวิจารณ์ว่านายกรัฐมนตรี น่าจะมีอำนาจสิทธิ์ขาดในการปรับ ครม. อาจเพราะยังคิดว่านายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร ผู้มีอำนาจเด็ดขาด แต่สถานการณ์นั้นผ่านไปแล้ว หลังการเลือกตั้ง การเมืองเข้าสู่ระบบรัฐสภาเต็มตัว การปรับ ครม. จึงเป็นไปตามความต้องการของพรรค ความรู้ความสามารถเป็นเรื่องรองแต่ระบบรัฐสภาไทยตามรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่เหมือนกับระบบรัฐสภาของประเทศประชาธิปไตยทั่วไป เพราะนายกรัฐมนตรีไม่ได้เป็น ส.ส. ไม่ใช่หัวหน้าพรรค ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคด้วยซ้ำ จึงเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมายพรรคการเมือง ที่ห้าม “คนนอก” เข้าครอบงำเป็นใหญ่ในพรรค มีโทษยุบพรรคและติดคุกด้วยขณะเดียวกัน พรรคการเมืองก็ยังไม่พัฒนาเป็น “ระบบพรรค” อย่างแท้จริง แต่กลายเป็น “ระบบพรรคพวก” ดังคำกล่าวที่ว่าพรรคเดียวกันแต่คนละพวก หรืออยู่คนละพรรคแต่พวกเดียวกัน การแต่งตั้งรัฐมนตรีส่วนหนึ่งจึงมาจากการผลักดันกลุ่มพรรคพวกภายในพรรค อีกด้านหนึ่งมาจากอำนาจบารมีของ “เจ้าของพรรค”.