เริ่มบังคับใช้เป็นกฎหมายที่ให้ “ผู้ขับขี่บิ๊กไบค์” ต้องผ่านการสอบ “ใบขับขี่เฉพาะ” ตามกฎกระทรวงการขอออกใบอนุญาตขับรถ และการต่ออายุใบอนุญาตขับรถ พ.ศ.2563 ที่มีผลเดือน ก.พ.2564 นี้สาระสำคัญ...“ผู้ต้องการซื้อ รถ จยย.” มีความจุกระบอกสูบ 400 ซีซีขึ้นไป ที่เรียกว่า “บิ๊กไบค์ (Big Bike)” หรือผู้ไม่มีใบขับขี่นี้ “อยากมี” ต้องมีการอบรมทดสอบเป็นกรณีพิเศษ ส่วนผู้มีอยู่แล้วไม่ต้องอบรมทดสอบใหม่โดยเฉพาะ “กรณีผู้มีสิทธิขอใบขับขี่ชั่วคราว” ที่ต้องการขับขี่รถ จยย. 400 ซีซีขึ้นไป ก็สามารถเข้ารับทดสอบ “ขอใบขับขี่” ตามข้อกำหนดได้ด้วยเช่นกัน ทำให้เข้าใจแบบเผินๆ เหมือนดูดี...แต่ที่จริงแล้วอาจกลับ “ส่งเสริมอันตรายบนท้องถนน” ที่เพิ่มความเสี่ยงต่อ “ผู้ใช้บิ๊กไบค์” และผู้ร่วมใช้รถใช้ถนนคนอื่น!เพราะ “กฎกระทรวง ฉบับ 2548” มีการกำหนดให้ “เด็กอายุ 15-17 ปี” ขอใบขับขี่ จยย.ชั่วคราวได้ไม่เกิน 110 ซีซี เมื่อกฎกระทรวงฉบับ 2563 ออกมาอาจเปิดโอกาสให้กลุ่มเด็กวัยนี้เข้ารับการฝึกอบรมทดสอบขอใบรับรองจากบริษัทเอกชน นำมาประกอบกับการยื่นขอใบขับขี่ชั่วคราว เพื่อขับขี่รถ จยย.เกิน 400 ซีซีขึ้นไปได้ด้วยหรือไม่ กฎกระทรวงฉบับนี้กลายเป็นข้อกังวลให้ผู้ทำงานด้านรณรงค์ลดอุบัติเหตุอย่าง พญ.ชไมพันธุ์ สันติกาญจน์ อดีตที่ปรึกษาด้านป้องกันการบาดเจ็บและภาวะพิการ ประจำองค์การอนามัยโลกภาคพื้นเอเชียอาคเนย์ ในฐานะ หน. โครงการขับขี่สังคมไทยสู่จักรยานยนต์ปลอดภัย บอกว่า ในช่วง 4-5 ปีมานี้ “ผู้ผลิตรถ จยย.” มุ่งเน้นทำการตลาด “กลุ่มผู้มีฐานะดี” ที่ชื่นชอบรถเครื่องยนต์ซีซีขนาดใหญ่ทำให้ตัวเลข “ผู้ขับขี่รถบิ๊กไบค์” ประสบอุบัติเหตุบาดเจ็บรุนแรง และเสียชีวิตเพิ่มขึ้น ในจำนวนนี้ก็มีผู้ขับขี่อายุน้อยลงเรื่อยๆ เหตุนี้ “หน่วยงานรัฐ” มีการปรับปรุงกฎหมายใหม่ เพื่อบังคับใช้กับรถขนาดใหญ่จริงจังทำให้ “องค์กรหลายฝ่ายต่างยินดี” ในขั้นตอนศึกษาร่างกฎกระทรวงนี้กำหนดให้ “ผู้ขับขี่บิ๊กไบค์” ต้องผ่านอบรม ทดสอบ มีใบรับรองแพทย์ประกอบขอใบขับขี่ เพื่อแก้ปัญหาลดการสูญเสียจากอุบัติเหตุในอนาคตเมื่อประกาศลงราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ “กฎกระทรวงการขอและการออกใบอนุญาตขับรถฯ ฉบับใหม่ พ.ศ.2563” ในข้อ 2 ยกเลิกกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ออก ขออนุญาต หรือต่อใบขับขี่ 2548 ที่เป็นหัวใจสำคัญในการควบคุมเด็กอายุ 15-17 ปี ขอใบขับขี่ จยย.ชั่วคราวได้ไม่เกิน 110 ซีซีคราวนั้น...“ประเทศไทย” ก็เริ่มมีเยาวชนมีอายุครบ 15 ปี ยื่นขอใบอนุญาตขับรถเพิ่มขึ้นทุกวัน ด้วยเหตุผลความจำเป็นในการเดินทางขับขี่ไปโรงเรียน เพราะระบบขนส่งมวลชนยังเข้าไม่ถึงในชนบท หรือชุมชนห่างไกลดังนั้น รถ จยย.ถูกใช้เป็นพาหนะระดับต้นๆ ปรากฏว่า ในปี 2561 มีผู้ขอใบขับขี่ รถ จยย.ชั่วคราว ออกให้นักขับขี่หน้าใหม่ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะทั่วประเทศ 900,505 ใบ คือ กทม. 85,721 ใบ และต่างจังหวัด 814,784 ใบด้วยเหตุนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถ จยย.เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และเคยถูกจัดอันดับเป็นเบอร์ 1 ของโลกด้วยซ้ำ แต่ข้อมูลน่าตกใจ คือ คนไทยตายเฉลี่ยร้อยละ 72.8 ของอุบัติเหตุบนถนน ในจำนวนนี้เป็นกลุ่มเด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี จำนวน 2,500 รายต่อปี แบ่งเป็นกลุ่มอายุ 15-19 ปี เฉลี่ยประมาณ 1,688 รายต่อปีเพราะขับเร็ว ไม่สวมหมวกกันน็อก ไม่เคารพกฎจราจร ประมาท คึกคะนองตามวัยรุ่น... ทว่า...นับแต่ปลายเดือน ก.พ.2564 เป็นต้นไปนี้ที่จะมีการบังคับใช้กฎกระทรวงฯ ฉบับใหม่ 2563 “เด็กอายุ 15 ปีขึ้นไป” ประสงค์ต้องการมี “รถบิ๊กไบค์” ก็ไปอบรมทดสอบจากบริษัทผู้ผลิต ขอใบรับรองแพทย์นำมาประกอบการขออนุญาตขับขี่ และก็ขอผู้ปกครองซื้อรถ จยย.ตั้งแต่ขนาด 110 ซีซี-2,500 ซีซีได้แบบง่ายๆด้วยซ้ำในส่วน “การขออนุญาตขับขี่” ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมักมีคนกล่าวอ้างบ่อยว่า “ระบบการสอบง่ายเกินมาตรฐานอยู่แล้ว” ทำให้เป็นสาเหตุหนึ่งในการเกิดอุบัติเหตุกันง่ายเช่นกัน และก่อนหน้านี้ก็เคยพยายามขอตัวเลขแยกอายุการออกใบอนุญาตให้ผู้ขับขี่รถ จยย.จากกรมการขนส่งทางบกหลายครั้ง แต่ไม่เคยมีการตอบรับใดๆก่อนหน้านี้ “สภาปฏิรูปแห่งชาติ” ก็ได้พูดคุยประเด็น “รถบิ๊กไบค์” และเห็นตรงกันว่า ต้องแยกประเภทใบขับขี่ รถ จยย.กลุ่มนี้ “ผู้ขับขี่ต้องมีอายุ 21 ปีขึ้นไป” และต้องผ่านการอบรมรวมทั้งทดสอบขับขี่เพิ่มเติม อีกทั้งให้คำนิยาม “รถบิ๊กไบค์” เริ่มตั้งแต่ รถ จยย. 250 ซีซี เพราะมีความแรง และความเสี่ยงอุบัติเหตุการเสียชีวิตสูงต่อมากลายเป็นว่า “กรมการขนส่งทางบก” กลับให้คำนิยามของ “รถบิ๊กไบค์” ตั้งแต่ความจุกระบอกสูบ 400 ซีซีขึ้นไปแทน ที่เป็นความเร็วระดับอันตรายสูงมาก ทำให้เป็นปัญหา “ข้อจำกัดรถ จยย.มีเครื่องยนต์ต่ำกว่า 400 ซีซี” ก็ไม่ต้องอบรม การทดสอบ หรือมีใบรับรองแพทย์ ก็สามารถขอใบอนุญาตได้อีกด้วยซ้ำตามข้อมูล Thai RSC จำนวนผู้ตายในผู้ใช้รถ จยย. 250-399 ซีซีนี้มีจำนวนมากกว่า 400 ซีซีขึ้นไป ที่สำคัญการเสียชีวิตมักเป็นกลุ่มอายุ 15-20 ปี ใช้รถ 250-399 ซีซี และมีมากกว่าการตายใน 400 ซีซี เสียอีก! “เราไม่มีจุดประสงค์ “ต่อต้านการใช้รถ จยย.ใดๆ” เพราะมีความจำเป็นต่อการอำนวยความสะดวกเดินทางของผู้มีรายได้น้อย และการมี “รถ จยย.บิ๊กไบค์” ก็เป็นสิทธิของทุกคนต้องการจะมีไว้ครอบครองอยู่แล้ว แต่กรอบกฎระเบียบว่าด้วยกฎกระทรวงต้องมีความเข้มงวดรัดกุมเพื่อไม่ให้เกิดอันตรายต่อคนไทย” พญ.ชไมพันธุ์ ว่ายอมรับว่า...“อุบัติเหตุ รถ จยย.เสียชีวิต” มักเกิดจาก “จยย.ขนาดเล็ก” จากการกำหนดอนุญาตให้เยาวชนขับขี่ จยย. 110 ซีซี ที่มีความเร็วค่อนข้างสูง ถ้าเปรียบเทียบในต่างประเทศ มีการอนุญาตให้เยาวชนขับขี่ จยย.เช่นกัน แต่การเสียชีวิตจากอุบัติเหตุน้อย เพราะมีข้อกำหนดไว้ให้เด็กขับขี่รถ จยย.ได้ไม่เกิน 50 ซีซีเท่านั้นอย่างเช่น...“ประเทศญี่ปุ่น” อนุญาตให้เยาวชนอายุตั้งแต่ 16 ปี ทำใบขับขี่ได้ ที่ต้องผ่านการอบรม 15 วัน ที่มีค่าใช้จ่ายแพง มีการทดสอบสถานการณ์จริงยากมาก เมื่อมีใบอนุญาตแล้วก็ขับขี่รถ จยย.ไม่เกิน 50 ซีซี จนมีอายุ 18 ปี จึงขอใบขับขี่รถ 100 ซีซี ที่ขับอีก 1 ปี ค่อยขอขับขี่ 150 ซีซีและอีก 2 ปีก็ขยับขับขี่ 250 ซีซี ตามลำดับ...ทำให้เยาวชนญี่ปุ่นมักใช้รถ จยย.น้อย เน้นใช้ระบบขนส่งสาธารณะเป็นหลัก เพราะสะดวกรวดเร็ว และปลอดภัยสูง แต่ทั้งที่ “ประเทศไทย” มีการก๊อบปี้รถ จยย. 400 ซีซีนับเป็น “บิ๊กไบค์” กลับไม่นำมาตรฐานขั้นตอน ขอใบขับขี่มาเป็นบรรทัดฐาน กลับอ้างว่า กลัวถูกต่อว่าจากประชาชน เพราะขั้นตอนการขอใบขับขี่ใช้เวลานานอยู่แล้วซ้ำร้าย...“ประเทศไทย” กลับมีข้อห้ามการจดทะเบียนรถ จยย.ต่ำกว่า 50 ซีซีมาตั้งแต่ปี 2536 ทำให้อาจเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีการอนุญาตให้ “ผู้เยาว์” อายุขั้นต่ำ 15 ปี สามารถขอมีใบขับขี่รถ จยย.ได้ด้วยซ้ำ และน่าจะเป็นเหตุปัจจัยสำคัญให้มีนักขับหน้าใหม่อายุน้อยที่สุด และมีผู้เสียชีวิตอุบัติเหตุรถ จยย.มากที่สุดในโลกด้วยซ้ำอีกทั้งกลับปล่อยให้สามารถปรับเพิ่ม “สเปกเร็วขึ้นระดับสูงขึ้น” กลายเป็นบีบ “บิ๊กไบค์ 400 ซีซี” ถูกจัดเป็นตัวเลือกสุดท้าย และเปิดช่องให้ “รถ จยย.ขนาด 150-399 ซีซี” มียอดขายเพิ่มขึ้น แต่ในต่างประเทศมักมีมาตรฐานจำกัดความเร็วในตัวรถ เช่น เวียดนาม ขับขี่ได้ไม่เกิน 80 กม.ต่อ ชม. ถ้าเกินนี้หน้าปัดจะเตือนทันทีในส่วนสาเหตุต้องห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี เคยมีการศึกษาชัดเจนมากมายแล้วว่า เด็กและเยาวชนยังไม่พร้อมขับรถมีความเสี่ยงสูงเกิดอุบัติเหตุได้ เพราะเป็นนักขับมือใหม่ ขาดประสบการณ์ในการขับขี่ ขาดวุฒิภาวะในกระบวนการซับซ้อนที่ต้องอาศัยความรู้ ความสามารถของระบบประสาท และการตัดสินใจที่ดีเด็กในวัยนี้มีพัฒนาการด้านการประสานงานกล้ามเนื้อ การมองเห็น การแยกแยะภาพเคลื่อนไหว เพื่อตอบสนองการตัดสินใจในภาวะฉุกเฉินยังไม่สมบูรณ์ดีกว่าเด็กอายุ 18-25 ปีโดยเฉพาะพฤติกรรมเสี่ยงจากแรงขับของฮอร์โมนเพศ อาจมีแรงเสริมจากอารมณ์แรงผลักดันจากเพื่อน และความเครียดอื่นๆและมักขับด้วยความเร็วสูง การแซงกระชั้นชิด การหยุดรถในระยะกระชั้นชิด การเลี้ยวตัดหน้า และการขับขี่ในสถานการณ์ท้าทาย อีกทั้งยังมีพฤติกรรมชอบการดื่มแอลกอฮอล์ หรือการใช้ยาก่อนขับขี่ ที่ไม่นิยมใช้อุปกรณ์เสริมความปลอดภัยด้วยซ้ำ เรื่อง “อุบัติเหตุ จยย.” ถูกพูดกันมานานกว่า 17 ปี กลับไม่มีการเปลี่ยนแปลงดีขึ้น อาจเป็นเพราะ “กรมการขนส่งทางบก” ไม่สามารถแก้ไขได้หรือไม่ และควรตั้งหน่วยงานเฉพาะเข้ามาทำอย่างจริงจังได้หรือยัง...เพราะ “อุบัติเหตุเป็นภัยร้ายแรงระดับชาติ” ดังนั้นกฎกระทรวง และระเบียบข้อบังคับ ต้องควบคุมส่งเสริมความปลอดภัย ไม่ใช่เพิ่มอันตรายบนท้องถนน.