เมื่อไม่กี่วันมานี้ ปายาม บานาซาเดห์ อดีตวิศวกรระบบของห้องปฏิบัติการแรงขับเคลื่อนไอพ่นขององค์การนาซา ปัจจุบันเป็นซีอีโอ บริษัทคาเปลลา สเปซ (Capella Space) ในนครซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา ต้องออกมาสยบข่าวผ่านทวิตเตอร์เกี่ยวกับประสิทธิภาพของดาวเทียม Capella-2 ที่ติดตั้งระบบเรดาร์ชนิดช่องรับคลื่นสังเคราะห์ หรือ SAR (Synthetic Aperture Radar) ก่อนจะเป็นเรื่องราวใหญ่โตไปมากกว่านี้ เนื่องจากมีเสียงอื้ออึงว่าดาวเทียม Capella-2 มีพลังความสามารถมองทะลุผ่านอาคารต่างๆได้นั้นไม่เป็นความจริงแต่ SAR มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะตรวจสอบไฟป่า การขุดน้ำมัน ส่องดูภูมิภาคที่ได้รับความเสียหายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พวกลักลอบล่าสัตว์อย่างผิดกฎหมายมีหนาวแน่นอนบานาซาเดห์ระบุว่าการพัฒนาดาวเทียม Capella-2 ที่มีกล้องอันทรงพลังประหนึ่งดวงตาเทพ สามารถจับภาพวัตถุแทบทุกชนิดบนโลกด้วยความละเอียดคมชัด ได้รับแรงบันดาลใจจากโศกนาฏกรรมบันลือโลก เหตุการณ์เครื่องบินของสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ เที่ยวบิน 370 หายไปอย่างลึกลับในปี 2557 และไม่เคยมีการยืนยันสาเหตุใดๆ ทำให้รู้สึกท้อแท้กับความพยายามจากทั่วโลกในการติดตามซากเครื่องบินที่หายไปซึ่งคร่าชีวิตผู้โดยสาร 239 รายSAR ที่พัฒนาโดยคาเปลลาสามารถระบุวัตถุที่มีขนาดเล็กถึง 50×50 เซนติเมตร กลายเป็นกล้องดาวเทียมที่มีความละเอียดสูงสุดในโลก มาไกลเกินกว่าความละเอียดของคู่แข่งขันที่มีศักยภาพใกล้เคียงสุด เพราะคู่แข่งก็มีเพียงไม่กี่รายที่ใช้งานถ่ายภาพด้วยระบบ SAR ซึ่งระบุได้เฉพาะวัตถุขนาดไม่เกิน 5 เมตร หรือต่ำกว่า 200 นิ้วสิ่งที่คาเปลลาแตกต่างจากคู่แข่งขันทั้งหมดที่ใช้ SAR ในการประมวลผลการถ่ายภาพด้วยแสง ก็คือเทคโนโลยีของคาเปลลานั้นจับภาพได้ทั้งกลางวันและกลางคืนโดยไม่ต้องคำนึงถึงสภาพอากาศ ผลลัพธ์ที่ได้ปรากฏว่าครึ่งหนึ่งของโลกอยู่ในเวลากลางคืนและโดยเฉลี่ยแล้วครึ่งหนึ่งของโลกจะมีเมฆมากบานาซาเดห์เผยเป้าหมายของการวิจัยในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา คือการสร้างเครื่องมือใหม่สำหรับงานด้านมนุษยธรรมและความก้าวหน้าของมนุษย์ ที่จะช่วยให้ตรวจสอบโลกของเราได้ในทุกสภาพอากาศ ในทุกสภาพแสงและทำได้อย่างโปร่งใสน่าเชื่อถือ.ภัค เศารยะ